วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2557

วิธีตรวจมะเร็งเต้านมสำหรับสาวๆ ^^

มะเร็งเต้านม            

                 วันนี้ผมจะมาพูดถึงวิธีการตรวจสอบมะเร็งเต้านมด้วยตนเองของสาวๆ โดยทั่วไปแล้วเมื่อพบสิ่งผิดปกติเป็นในลักษณะก้อนแข็งบริเวณเต้านม ให้ปรึกษาแพทย์โดยด่วนอย่างนิ่งนอนใจเด็ดขาด การรักษาจะได้ผลมากขึ้นถ้าเราพบอาการในระยะแรกเริ่มของโรคมะเร็ง การตรวจเต้านม ควรตรวจด้วยตนเองเดือนละครั้ง หรือระยะที่หมดประจำเดือนประมาณ  7 วัน ไม่ควรตรวจในช่วงมีประจำเดือน เพราะอ่าจจะผิดพลาดได้


การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองมีขั้นตอนดังนี้
1. ตรวจมในระหว่างอาบน้ำ ก็คือในการอาบน้ำผิวหนังของเราจะเปียก ลื่น ง่ายต่อการตรวจทำโดยการนำปลายนิ้ววางราบบนเต้านม คลำและคลึงเต้านมเบาๆ ให้ทั่วบริเวณเต้มนมเพื่อดูว่ามีเนื้อที่แข็งๆ หรือก้อนไตหรือไม่
2. การตรวจหน้ากระจก ยื่นมือขึ้นแนบลำตัวยกเหนือศรีษะ แล้วสังเกตลักษณะ หรือ ยกมือท้าวเอวเอามือกดสะโพกแรงๆ เพื่อให้เกิดการเกร็งและหดตัวของกล้ามเนื้อของเต้านม จะสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ถ้ามีก้อนเนื้อผิดปกติจะเห็นได้ชัดเจน
3. การตรวจในท่านอน นอนราบลงกับพื้น มือข้างหนึ่งไว้ใต้ศรีษะแล้วนำมืออีกข้างมาคลำให้ทั่วบริเวณเต้านม ตรวจคลำให้ทั่วบริเวณ โดยการเริ่มจากบริเวณนอกเหนือสุดของเต้านม เวียนไปรอบๆแล้วเขยิบวงแคบเข้ามาเรื่อยๆจนถึงบริเวณหัวนม จากนั้นค่อยๆ บีบหัวนมโดยใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ เพื่อดูอาการว่ามีน้ำเลือด หรือน้ำหนองใสๆออกมาหรือไม่ ทำการตรวจลักษณะดังกล่าวในเต้านมอีกข้างหนึ่ง

วิธีการรักษา
อย่างไรก็ตามวิธีรักษาก็หนีไม่พ้นการผ่าตัด ฉายแสง และเคมีบำบัด ขั้นตอนเหล่านี้อาจทำให้สูญเสียเต้านมได้ในกรณีที่คนไข้เป็นหนักยากต่อการเยียวยา ดังนั้นควรตรวจเต้านมอย่างสม่ำเสมอเมื่ออายุมากขึ่น ออกกำลังกาย และกินอาหารที่มีประโยชน์






วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2557

มะเร็งต่อมลูกหมาก

มะเร็งต่อมลูกหมาก เกิดขึ้นได้อย่างไร ??





โดยหลักการทางวิทยาสาสตร์ยังไม่สามารถยืนยัน หรือสาเหตที่แท้จริงของมะเร็งต่อมลูกหมากได้ซึ่งมีหลากลายปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคร้ายนี้

ส่วนมากจะพบในช่วงวัยอายุ 50 - 70 ปี ชายมากกว่าช่วงวัยรุ่น หรืออีกส่วนหนึ่งคือ มีกรรมพันธ์ุมาจากครอบครัว ญาติพี่น้องซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคนี้ได้ อาจเป็นไปได้มากกว่าคนทั่วไป

ส่วนมากมะเร็งต่อมลูกหมากจะพบมากที่สุดในแถบ มริกา ซึ่งคนเอเชียไม่ค่อยพบบ่อยมากนัก จากเชื้อชาติที่แตกต่างกัน และยังพบอีกว่า คนที่บริโภคไขมันจากสัตว์มาก จะมีโอกาสเป็นได้ง่าย ส่วนคนที่บริโภคผักและผลไม้ จะช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งชนิดนี้ หรือ ผู้ที่ชอบสุบบุหรี่จัดไม่ออกกำลังกายเป็นโรคอ้วนอาจมีความสัมพันธ์ให้เกิดโรคดังกล่าวได้อีกด้วย

อาการของมะเร็งต่อมลูกหมาก

  1.    มีอาการปวดข้อกล้ามเนื้อ ปวดหลัง
  2.    มีเลือดในน้ำอสุจิหรือปัสสาวะ
  3.   การแข็งของอวัยวะเพศใช้เวลานาน
  4.   ปัสสาวะไม่พุ่ง ติดขัด
  5.   มีอาการปัสสาวะบ่อยในช่วงกลางคืน เวลาปัสสาวะจะเจ็บปวด

การรักษาอย่างถูกวิธี

  1. ควรรีบปรึกษาแพทย์เมื่อรู้ว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็น
  2. การใช้รังสีในการรักษา โดยการฉายแสงไปยังเนื้องอก
  3. เคมีบำบัดเป็นการฆ่าเซลลืมะเร็งได้อย่างดีเยี่ยม ในกรณีที่โรคแพร่กระจายแล้ว
  4. การใช้สารกระตุ้นจากภายนอก เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อสู้กับเชื้อโรค
  5. ใช้เข็มสอดเข้าไปในต่อมลูกหมากแล้วฉีดสาร Liquid nitrogen เพื่อแช่แข็งมะเร็งต่อมลูกหมาก
  6. การผ่าตัดเป็นการรักษามะเร็งในระยะแรกเริ่ม

การป้องกัน

  • วิตามินอี selenium และน้ำมะเขือเทศสามารถช่วยยับยั้งการเกิดของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้
  • ลดการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง หันมาบริโภค ผักและผลไม้ ถั่ว ซึ่งสามารถช่วยป้องกันโรคได้
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดสิ่งเสพติด

วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2557

กำลังใจเป็นส่วนสำคัญ ?

กำลังใจเป็นส่วนสำคัญ ?




                            สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งมักจะชอบคิดอยู่เสมอว่า ตนเองต้องรอวันตายอย่างเดียวเพราะไม่มียาตัวไหนที่รักษาให้หายขาดจากการเป็นโรคได้ แต่ที่จริงแล้วความเชื่อเหล่านั้น เป็นความเชื่อที่ผิดๆ ซึ่งถ้าลองมองรอบข้าง เรายังมีกำใจ จาก พ่อแม่เพื่อนและคนรู้จักอีกตั้งมากมายที่คอยให้กำลังใจ คอยเป็นห่วงเรา เอาใจช่วยให้เราหายจากการเป็นมะเร็ง กำลังใจนี่แหละคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกอยากมีชีวิตอยู่ต่อกับคนที่เค้ารักให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามีคนยังรักเค้าอีกมากและไม่อยากให้จากไปโดยเร็ว


การให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยมะเร็งมีด้วยกันหลายวิธี

1. การซื้อของที่ผู้ป่วยชอบรับประทานเป็นชีวิตจิตใจ  แต่ก็ต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์ด้วยว่าสามารถกินได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้ป่วยก็เป็นได้
2. การพูดคุย หรือเล่าเรื่องที่น่าประทับใจให้ผู้ป่วยรู้สึกมีกำลังใจมากยิ่งขึ้นว่าเคยทำสิ่งนั้นสิ่งนี้มาในอดีตแล้วส่งผลดีต่อผู้อื่น
3. ชักชวนเพื่อน หรือ คนรู้จักของผู้ป่วยให้มาเยี่ยมบ่อยครั้ง สิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกมีกำลังใจ ไม่เดียวดายตัวคนเดียว
4. หากิจกรรม หรือ ทำสิ่งบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้มองโลกในแง่ดี เช่น การท่องบทสวดมนต์ ทำให้จิตใจนิ่งสงบไม่คิดฟุ้งซ่าน หรือ การถักโครเชต์ ทำให้จิตใจจดจ่ออยู่กับการถัก
5. ถ้าผู้ป่วยสามารถเดินได้ ควรพาไปเที่ยวต่างจังหวัดที่มีธรรมชาติสวยๆ เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายไม่เครียดหากิจกรรมทำร่วมกันในครอบครัว 
6. การพูดให้กำใจก็เป็นสิ่งที่ดี แค่คำว่า " เดี๋ยวก็หายแล้ว กลับมาเป็นปกติ " แค่ผู้ป่วยได้ยินก็รู้สึกมีความหวังว่าจะหายเป็นปกติเป็นการให้คิดถึงแต่สิ่งดีๆในแง่บวกเข้าไว้


 

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

มะนาวโซดารักษามะเร็งได้จริงหรือ ?

มะนาวโซดารักษามะเร็งได้จริงหรือ ที่มาคืออะไร ? 

ทำไมถึงมามีการพูดถึงการมาก ?







                 1.  มะนาวโซดารักษามะเร็งไม่ได้ครับ ไม่มีงานวิจัยใดในโลกที่ทำไว้ (ไม่มีคนที่หายจริงมาโพสท์แบบจริงจังด้วย )
                
                 2. ในมะนาวมีสารหลายตัว ทั้ง Flavonoid , Limonoid ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ     
                 3. Limonoid เคยมีการวิจัยกันมาตั้งแต่เมื่อประมาณปี2540ว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง (มะเร็งสมอง เต้านม ช่องปาก)
                 4.
 ประเด็นคือ ในการทดลอง ความเข้มข้นสูง / สารที่ได้ไม่ได้มาจากมะนาว / ต้องอัดสารเข้าไปโดยตรง
                 5. เหมือนกับการทดลองหลายชนิด ปกติสารพวกนี้จะโดนเอาไปทดสอบกับมะเร็งหลายๆแบบ ถ้าแบบไหนใช้ได้ผลก็จะเอาไปทำยา ซึ่งปกติแล้วทดลองไปหลายหมื่นชนิดได้ผล แต่เหลือเอาไปทำยาได้ไม่กี่ตัว
                 6. สารสกัดlimonoid ถูกทดสอบมาหลายปีแล้ว แต่เท่าที่หา ยังไม่เจองานวิจัยที่บอกว่าได้ผลจริงแม้แต่ในหนู
                 7. สารตัวนี้ เคยเป็นกระแสขึ้นมาสองครั้ง ครั้งแรกเมื่อ 15 ปีก่อน ทำออกมาเป็นครีมทาปาก อีกครั้ง เอามาผสมBaking Soda (ผงฟู) ดื่มต้านมะเร็ง และเข้ามาในไทยอีท่าไหนไม่รู้ คำว่า Baking หายไป เหลือแต่โซดา
                 8. สรุป รักษามะเร็งไม่ได้หรอกครับ ไม่เคยมีงานวิจัยไหนรองรับ

สมุนไพร ช่วยรักษาโรคมะเร็ง ??

 สมุนไพร ช่วยรักษามะเร็ง จริง หรือ ?

สมุนไพรไทย
















                       สมุนไพรต่อไปนี้ล้วนมีผลการทดสอบที่เป็นประโยชน์ต่อการรักษามะเร็ง 


                 มะตูม (Aegle marmelos) ผลจากมะตูมสามารถช่วยยับยั้ง Thyroid cancer และมีฤทธิ์ยับยั้งไวรัส และต้านการอักเสบจากการเจ็บป่วย

                    บัวบก (Centella asiatica) มีสาร Asiaticoside ที่ช่วยให้แผลเรื้อรังหายได้เร็วขึ้น เพิ่มภูมิคุ้มกัน และในบราซิลมีการใช้เพื่อรักษามะเร็งมดลูก

                     ขมิ้น (Curcuma longa) สารสำคัญคือ Curcumin มีฤทธิ์ต้านการอ็อกซิไดส์และต้านการอักเสบที่แรง สามารถทำให้เกิดการตายของเซลมะเร็งหลายชนิดเช่น ผิวหนัง ลำไส้ใหญ่ กระเพาะ ลำไส้เล็ก รังไข่ และยังมีฤทธิ์ต้านไวรัส แบคทีเรียและราอีกด้วย

                      หญ้างวงช้างดอกขาว (Heliotropium indicum) อายุรเวทใช้ใบในการรักษาไข้ ลมพิษ แผล การอักเสบเฉพาะที่ กลาก ปวดข้อ (rheumatism) มีอัลคาลอยด์ Indicine-N-oxide ที่มีฤทธิยับยั้งเนื้องอก มีการทดลองทางคลีนิคในลิวคีเมีย และ solid tumour

                      ว่านหางจรเข้ (Aloe vera) มีสาร aloe-emodin ที่กระตุ้น macrophage ให้กำจัดเซล์ลมะเร็ง และยังมี acemannan ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ว่านหางจรเข้ช่วยกระตุ้นการเจริญของเซลล์ปกติและยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง

                       Rubia cordifolia พืชตระกูลเดียวกับกาแฟมีมากในอินเดียตอนใต้ สารสกัดจากพืชนี้มีฤทธิ์ต้านการอ็อกซิไดส์และกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และต้านมะเร็งหลายชนิดเช่น leukemia, ascetic carcinoma, melanoma, lung and large intestinal tumour เป็นต้น

                       Whitania somnifera หรือ Indian ginseng เป็น adaptogen ที่ช่วยทำให้ร่างกายทำงานได้เป็นปกติ โดยผ่าน Hypothalamic Pituitary Adrenal (HPA) axis มีสารสำคัญคือ whithanolide ซึ่งมีฤทธิ์เสริมภูมิต้านทาน และสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งผิวหนัง

                       กะเพรา (Ocimum sanctum) เป็นสมุนไพรที่ใช้ในการแพทย์โบราณหลายระบบ เช่นอายุรเวท สิธธา ยูนานนิ กรีก โรมันเป็นต้น ใช้ในระบบทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ หัวใจ ผิวหนัง ฯลฯ

                       ทุเรียนเทศ (Anona muricata) สาร acetogenin จากผลทำให้เซลล์มะเร็งตายได้

                       ลูกใต้ใบ/หญ้าใต้ใบ (Phyllanthus niruri/amarus) เป็นที่รู้จักว่าเป็น stonebreaker และมีการใช้แพร่หลายทั่วโลก ในระบบปัสสาวะและน้ำดี ตับอักเสบ หวัด วัณโรค และโรคจากไวรัสอื่นๆ

                       ดีปลี (Piper longum) มี piperine ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอ็อกซิไดส์ทั้ง in vitro และ in vivo จึงเป็นส่วนประกอบของตำรับยารักษามะเร็งของอายุรเวท

                       Podophyllum hexandrum เป็นพืชบนเทือกเขาหิมาลัย มีสาร podophyllin และ podophyllotoxin ซึ่งยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งหลายชนิด เช่น sarcomas,adenocarcinoma และ melanoma มีการเตรียมอนุพันธ์และใช้เป็นยารักษามะเร็งตับคือ etoposide

                       บอระเพ็ด (Tinospora cordifolia) สารสำคัญจากบอระเพ็ดกระตุ้นภูมิคุ้มกันโดยการเพิ่มระดับเม็ดเลือดขาว และสามารถลดขนาดเนื้องอกได้ 58.8% เทียบเท่า cyclophosphamide

                       รักขน (Semecarpus anacardium) ผลของรักขนมีการใช้ในอายุรเวทเพื่อรักษามะเร็ง มีงานวิจัยแสดงว่าสารสกัดคลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต้านมะเร็งและยืดอายุในกรณี leukemia, melanoma และ glioma ในสัตว์ทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นมะเร็งตับสารสกัดจากรักขนทำให้เนื้อเยื่อตับเป็นปกติ ยาเตรียม anacartin forte นิยมใช้รักษามะเร็งหลอดอาหาร chronic myeloid leukemia, urinary bladder และมะเร็งตับ

                       ฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata) ประอินเดียมีการใช้สมุนไพรมานานเพื่อรักษาไทฟอยด์ แก้อักเสบ แก้มาเลเรีย และ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ฟ้าทะลายโจรประกอบไปด้วยสารสำคัญคือ Andrographolide ที่ช่วยสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้หลายชนิด 

ยังมีสมุนไพรอีกมากที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งเซลล์มะเร็งโดยตรงหรือช่วยระงับอาการข้างเคียงต่างๆ ของผู้ป่วยมะเร็งซึ่งรอผลการสนับสนุนจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ตั้งแต่วันที่ผมรู้ว่าผมเป็นมะเร็ง

                                สวัสดีทุกคนที่เข้ามาอ่านบทของผมครับ ผมแค่อยากถ่ายเรื่องราวที่ไม่ได้เกิดกับคนหลายๆคนที่เข้ามาอ่าน และหลายๆคนที่เข้ามาอ่านก็คงไม่อยากพบเจอเช่นกัน
แต่มันดันเกิดขึ้นกับผม ผมทราบว่าผมเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ เมื่อสิงหาคมปีก่อน

ผมก็เป็นผู้ชายคนนึง อายุ 23 ปี เรียนจบและทำงานได้ประมาณ 2 ปีครับ มีความสุขกับชีวิต งานที่ทำ และคนรัก แต่เมื่อผมทราบว่า ผมเป็นมะเร็งลำไส้
ผมรู้สึกว่า ชีวิตมันสะดุด ถ้าจะพูดเป็นคำง่ายๆ ก็คงประมาณว่า "งานเข้าแล้วกรู" ซึ่งมันคงเป็นงานหนัก งานที่ยากที่สุด ที่ผมไม่เคยเจอ แต่ยังไง ผมก็ต้องจบงานนี้ให้ได้

การใช้ชีวิตของผม ผมคิดว่า มันไม่ได้โลดโผนเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้เลยซักนิด ผมไม่ดื่มเหล้า(ก็ไม่เชิงว่าไม่ดืมอะครับ ทานบ้าง บางโอกาส ปีนึงก็สามสี่ครั้ง)
ไม่สูบบุหรี่ ออกกำลังกาย หมูกระทะก็นานๆทานที  หมูปิ้งก็ทานไม่บ่อย ลูกชิ้นปิ้งลูกชิ้นทอดบางคนทานเยอะกว่าผมอีก แต่ผมไม่ค่อยชอบทานผลไม้กินข้าวอิ่มแล้วก้อิ่มเลย
ระบบขับถ่ายก็ไม่ได้ถ่ายทุกวัน ก็คงเพราะผมไม่ชอบทานผักผลไม้ด้วยมั้งครับ ส่วนเครียดเรื่องงานก็มีบ้างแต่มันก็ไม่หนักหนาสาหัสอะไร
(วันไหนคิดงานออกก็มีความสุข วันไหน ตื่นมาแล้วรู้สึกโง่ๆ ก็ซวยไป แต่ก็ไม่บ่อยเท่าไหร่ หรือชินแล้วก็ไม่รู้) ยิ่งปัญหาเรื่องเงิน ครอบครัว ความรักตัดไปได้เลย
อย่างที่บอกครับว่าผมรู้สึกสะดุด ก็ชีวิตที่ผมเป็นมา มันไม่เห็นจะมีอะไรที่เสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่เลยนี่

อาการก่อนที่ผมจะทราบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ 1 เดือนนะครับ
1 ผมเคยปวดท้องมากครับ ด้านซ้าย ตรงลำไส้ใหญ่พอดีเลย เดินก็ปวด กระเทือนก็ปวด เป็นอยู่สองครั้งครับ ครั้งแรกๆ มันปวดมาก อิตอนที่ผมนั่ง สาย8 จากเสารีย์ ไปโชคชัย4
      อย่างที่รู้ครับว่า สาย8 ไม่เคยปราณีใคร และมันก็ไม่ปราณีผมด้วย จนผมต้องลงตรง จตุจักร ละนั่งแท๊กซี่กลับ ขนาดแท๊กซี่ใหม่ๆช่วงล่างดีๆ ผมยังทรมาณเลยครับ
       มันปวดแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ต้องนอนเฉยๆ ก็เลยลางานไปวันนึง แต่ผมก็ไม่ได้ไปหาหมอนะ (คนส่วนใหญ่มักละเลยโอกาสครับ ผมก็เช่นกัน มักคิดว่าผมคงไม่เป็นอะไรมาก น่าตีให้ตาย-*-)

2 ถ่ายเป็นเลือด ถ่ายกระปิดกระปอย มารู้ตอนหลัง หมอบอกว่า ไอ้ก้อนเนื้อเนี่ย มันจะปิดลำไส้ผมอยู่แล้ว มันเลยถ่ายได้ทีละนิด
     จริงๆผมควรจะเอะใจได้แล้ว แต่ว่าด้วยงานที่เร่งโปรเจค ใกล้เวลาจะต้องรีบปิด ผมก็ไปหาหมอบ้าง หมอว่าไงก็ว่าตามหมอ
      ก็อย่างว่าแหล่ะครับ อายุ 23 หมอก็คงไม่คิดว่าผมเป็นมะเร็งหรอก
ไม่คิดจะซักไซ้ไล่เรียงให้รู้เรื่อง ด้วยความรีบจะทำงานให้จบด้วย เกิดหมอว่าเป็นอะไรรุนแรงขึ้นมาต้องนอนโรงบาล
       งานผมเจ๊งแน่ (ก็ปกติอีกแหล่ะครับ คนเรามักแคร์ชาวบ้านมากกว่าตัวเราเอง แต่ก็นั่นแหล่ะงานของผมถ้าช้ามันก็จะกระทบกับผู้อื่นด้วย)
   
3 หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ปวดแบบข้อ 1 ครับ คราวนี้เป็นบ่อย แต่ไม่หนักเท่าครั้งแรก ผมก็ไปหาหมอ ประมาณ 5-6 ครั้ง ก็ได้รับคำตอบแตกต่างกันออกไป ผมก็ไม่ได้อะไรมาก
      คิดแต่จะเข้าข้างตัวเอง ว่าไม่เป็นไรมาก ดีแล้วจะได้ไม่ต้องนอนโรงบาล หาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง ทั้งๆที่ตัวเองไม่ใช่หมอ

4 ผมทานข้าวแค่ 1 จาน แต่มันแน่นท้องมาก บ่ายทั้งบ่ายผมนั่งแทบไม่ได้เลย ทั้งๆที่ปกติ ในเรซุเม่เขียนความสามารถพิเศษลงไปคือ กินข้าว 5 จานไม่อิ่ม -*-

5 ผมนอนปวดท้องทรมาณมาก มันเหมือนคุณมีลมมีอาหารอยู่เต็มลำไส้ แต่มันไม่สามารถระบายออกไปได้เพราะไอ้ก้อนเนื้อมันจะปิดลำไส้อยู่แล้ว ทั้งๆที่แค่จะตดนิดตดหน่อย มันยังไม่ยอมผมเลย(คนจะตด มันยังห้ามกันได้อะ คิดดู) มันเลยอืดแน่นอยู่เต็มท้อง วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ ผมต้องกลับมา กทม ครับ เพราะวันจันทร์ทำงานด้วย
       แม่ผมรู้สึกแปลกๆ เลยตามมาด้วย บอกว่าถ้ายังเป็นอีก วันจันทร์แม่จะให้ลางาน แล้วพาไปหาหมอ แม่แกคงรู้นิสัยละเลยสุขภาพของผม แล้วก็เป็นอย่างที่คิด คืนวันอาทิตย์ ผมก็เป็นจนไม่ได้นอนทั้งคืน แม่บอกว่าผมลุกๆนั่งๆ ตลอดทั้งคืนเลย มาหลับได้ซักหน่อยตอนช่วงเช้า

เราแม่ลูกก็ไปหาหมอครับ ก็เข้า OPD ของประกันสังคม พอพบหมอ หมอคงเห็นว่าผมมาหลายรอบแล้ว ปวดท้องแบบเดิมๆด้วย
หมอก็เลยส่งผมไปหา หมอศัลย์ เพราะอาจต้องส่องกล้อง พอพบคุณหมอศัลย์ คุณหมอท่านก็ถามๆอาการ ละคิดว่าผมน่าจะเป็น ไส้ติ่งอักเสบ ต้องผ่าตัด
ผมก็แปลกใจ ว่าแล้วที่มันถ่ายเป็นเลือดเนี่ย จึงได้ถามหมอไปว่ามันเกิดจากอะไร คุณหมอก็ทำท่าตกใจ "ว่าเอ้ย มีถ่ายเป็นเลือดด้วยหรอ"
(ในที่สุด ผมก็ได้ถามคำถามที่สำคัญที่สุดในชีวิตออกไป ผมยังนึกไม่ออกเลยว่าถ้าวันนั้นผมไม่ถามหมอไป ผมคงผ่าไส้ติ่งฟรีๆ แล้วคงไม่มีวันนี้ที่ผมมานั่งเล่าเรื่องราวของผมแน่ๆ)

คุณหมอ ก็ส่งผมไป อัลตร้าซาวด์ ปรากฏว่า คุณหมอพบก้อนเนื้อบริเวณลำไส้ใหญ่ ถ้าเรื่องราวมันไม่ซีเรียส ผมก็คงแหย่หมอว่า "ตกลง ผมได้ลูกผู้หญิง รึผู้ชายครับ"
แต่อารมณ์ตอนนั้นมันไม่ใช่ครับเพราะผมได้ยินหมอบอกว่าผมต้องแอดมิดแล้วจะต้องไปส่องกล้องด้วย
ผมก็เห้ย เกิดคำถามขึ้นในใจ "ส่องกล้องทางก๊น" (ทำเสียงสูงด้วย ส่องกล้องทางก๊น!!!) ปรกฏว่า ผมต้องดื่มยาระบาย 2แกลอน คิดแล้วอยากจะอ้วกมาก
ต้องดื่มให้หมดภายใน 2 ชั่วโมง แม่ก็นั่งเชียร์ ประมาณว่าสาวเชียร์เบียร์เลยทีเดียว ส่วนผมนั้นจะอ้วกให้ได้ และแล้ว ก็มีบุรุษพยาบาลร่างกายกำยำ เดินมาพร้อมเตียงนรก
ที่จะพาผมไปห้องส่งก้น(ส่องกล้อง)

พอไปถึงห้อง เค้าก็ให้ผมนอนตะแคง ผมก็นอนตะแคงแต่หันหน้าเข้าหาหมอ หมอก็ขำใหญ่ หมอบอกว่า "หันผิดทางแล้ว หันก้นให้หมอครับ"
(อ่าววว โง่นี่) หมอก็เปิดเพลงของ พี่ออฟปองศัก(จริงๆ นะครับ ไม่ได้โกหก)
ให้ผมผ่อนคลาย จากนั้นหมอก็จัดท่าทาง แล้วก็เอาเจลเย็นๆมาป้ายทางเข้าห้องฉุกเฉินของผม แล้วหมอก็เอามือไปคว้า กล้องขึ้นมาครับ มันแท่งประมาณ ตะเกียบได้อะครับ

หมอก็ค่อยๆกดลงไป โหยมันจุกมากเลยครับ หมอก็บอกใจเย็นๆ หายใจเข้าลึกๆ(ไม่ยักจะให้หายใจออกซักที) หมอกะผู้ช่วยคงจะสนิทกันมั้ง พูดคุยแซวกัน หัวเราะคิกคักๆ
ผมนี่น้ำตาเล็ด พอส่องกล้องเข้าไปถึงจุดหนึ่ง หมอบอก มันต้องเลี้ยวกล้องครับ เจ็บหน่อยนะ โหยยย  เจ็บจริงๆครับ มันจุกมากเลย พอเลี้ยวไปได้หน่อย ก็เจอทางตันครับ
เจอไอ้ก้อนเนื้อ ตัวปัญหา หมอก็พยายาม ดันกล้องเข้าออก เหมือนจะโฟกัส รึอะไรซักอย่าง รึคงจะพยายามจะถ่ายหลายๆแอ๊คแบบตู้สติ๊กเกอร์ พอถ่ายเสร็จหมอก็เอากล้องออก จุกเหมือนกันครับ
แต่ไม่เท่าขาเข้า พอจัดการอะไรเสร็จ ผมก็นอนรอบนเตียง หมอก็เดินมาบอกว่า ก้อนมันใหญ่มาก จนส่องกล้องต่อไปไม่ได้แล้ว หมอได้ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ สองสามวันคงจะทราบผล

ผมก็สงสัย "ผลอะไรครับหมอ" หมอก็ชี้แจงว่า มันอาจจะเป็นได้ทั้งก้อนเนื้อธรรมดา หรือเป็นมะเร็ง ผมก็ไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้รู้ว่ามะเร็วนี่มันเลวร้ายแค่ไหน  รู้แค่ว่าชื่อมันไม่เท่
แต่หมอบอกว่า พรุ่งนี้วันที่ 5 สิงหา ผมต้องผ่าตัด  ไอ้นี่แหล่ะครับทำให้ผมซีเรียส เกิดมาไม่เคยนอนโรงบาลมาก่อน ครั้งแรกก็โดนซะผ่าตัดใหญ่
พอกลับมาห้อง แม่ผม(พยาบาลเก่า) ก็ปลอบใจว่ามันไม่มีอะไร ว่าให้ดมยา ละที่เหลือก็เป็นหน้าที่หมอ ผมก็พยายามจะไม่คิดอะไร พอเช้าวันที่ 5สิงหา
ผมตื่นเต้นทุกครั้งที่มีคนเปิดประตูห้อง พยาบาลบอกว่าจะมีเตียงมารับตอน 11โมง ยิ่งใกล้เวลาผมยิ่งตื่นเต้น แต่ดูหน้าแม่แล้ว ยิ่งกังวลยิ่งกว่าผม ถึงตอนนี้เอง ผมก็ยิ่งต้องทำให้เหมือนว่าผมไม่กล้วเพื่อแม่ของผม

ไม่เคยคิดว่าในชีวิตนี้ ผมต้องมาเก๊กไม่เป็นอะไรต่อหน้าแม่ของผม พอ 11 โมง เตียงมารับ ผมก็ต้องจำใจขึ้นไปนอนบนเตียง และทำหน้าอย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พอไปถึงห้องเตรียมใจ(ผมว่าน่าจะเป็นห้องเตรียม ก่อนเข้าห้องผ่าตัด) ก็มีหมอมาถามนู่นถามนี่ ถามประวัติ ตามปกติ จากนั้นไม่นาน เค้าก็เข็นผมไปผ่าตัด
เหมือนในหนังเลยครับ มีโคมอันใหญ่ๆ ไฟหลายๆดวง อยู่เหนือเตียง ลำแสงพรุ่งตรงกระทบม่านตา หมอและผู้ช่วยแต่งชุดคลุม ขมักขะเม่นกับการเตรียมอุปกรณ์ ก๊องแก๊งๆ ผมรู้สึกเหมือนโดนเอเลี่ยนจับตัวไปงั้นแหล่ะ

ผู้ช่วยก็เอาผ้ามาคลุมแล้วบอกให้ผมถอดกางเกงครับ แล้วก็ยึดแขนผมทั้งสองข้าง จากนั้นผมก็สลบไป(เค้าวางยาผมตอนไหน ปัจจุบันนี้ผมยังไม่รู้คำตอบเลย) ~

ผมตื่นมาอีกทีประมาณทุ่มหรือสองทุ่มนี่แหล่ะ ผมตื่นมาเห็นหน้าหัวหน้าผม นั่งคุยกะคุณแม่อยู่ แล้วผมก็สลบไป ~

ผมตื่นมาอีกทีในเช้าอีกวันนึง แม่บอกว่าผมเข้าห้องผ่าตัดตั้งแต่ 11โมง จนถึง 6โมงเย็น ผมก็แปลกใจทำไมนานมาก เพราะหมอบอกว่าจะใช้เวลาแค่ สองสามชั่วโมง
แม่ก็บอกว่า หมอเลาะผังผืดบริเวณหน้าท้องออกเป็นกะละมัง แล้วก็ตัดไส้ใหญ่ผมออกไป ประมาณ ฟุตนึง ^0^

ในตอนนั้นเองเนี่ย ผมไม่ได้คิดถึงเรื่อง ถ้าผมเป็นมะเร็ง ในหัวสมองเลย ผมยังพยายามลุกนั่ง เดิน โดยอยากกลับบ้านให้เร็วที่สุด
พอผ่าไปสองวัน หมอก็มาแจ้งว่าผมเป็นมะเร็ง ในใจผมก็รู้แค่ว่า "เป็นมะเร็ง มะเร็งหรอ แล้วกุต้องทำไงต่อไป ใครก็ได้บอกกุที" สีหน้าของผมนั้นงงๆ ครับ เพราะไม่ค่อยรู้ไรมากเกี่ยวกับมะเร็ง
แต่ต่างจากสีหน้าของแม่ สีหน้าของแม่นั้น น้ำตาท่านจะไหลออกมาให้ได้ แต่ท่านต้องพยายามเก็บอารมณ์ให้ถึงที่สุด หลังจากนั้น ผมก็แทบไม่ได้เห็นสีหน้ากังวลของแม่อีกเลย

ผมมารู้ตอนหลังว่า ในขณะที่ผมหลับเพราะยา เพราะความเพลีย แม่ผมครับ แม่นั่งข้างๆ ตลอดเวลา แล้วแม่ก็ร้องไห้ตลอดเวลาอีกด้วย
ผมรู้ครับว่ามันคงเป็นอะไรที่แย่มาก สำหรับผู้หญิงคนนึงที่ ต้องมารู้ว่าลูกชายคนเดียวของเค้า ต้องมาเป็นมะเร็ง ในขณะที่ชีวิตมันกำลังเดินต่อไปได้ด้วยดี
ตลอดเวลาที่ผมพักฟื้น ผมอยู่กับแม่แค่สองคน (เพราะพ่อต้องทำงาน ส่วนแม่ลาออกจากพยาบาล ตั้งแต่ผมเรียนจบ) ผมว่ามันคงจะเป็นอะไรที่รับได้ยาก
กับผู้หญิงคนนึง ที่มีอาชีพเห็นคนเจ็บป่วย แล้วตายมาตลอดชีวิตการทำงาน มิหนำซ้ำ มันยังเกิดขึ้นกับลูกของเธอด้วย

มาถึงตอนนี้ตอนที่ผมนั่งพิมพ์อยู่ตอนนี้ผมยอมรับว่าผมน้ำตาไหล ผมสงสารแม่มาก~

เมื่อรู้ว่าเป็นมะเร็ง แม่ผมก็บอกว่า ลองไปคุยกับแฟนดูนะ ว่าเป็นเพื่อนกันก็ได้ แม่ไม่อยากให้ผมเอาเปรียบแฟน เพราะแฟนผมก็ยังมีโอกาสเลือกคนดีๆ(เราเลิกกันเถอะ เธอดีเกินไป 555+)
อันนี้ผมก็เข้าใจแล้วก็เต็มใจ ผมจึงคุยกับแฟนผม (ตอนนั้นเราคบกันได้ประมาณ 7-8 แปดเดือน) ผมบอกเธอว่า ผมไม่โกรธถ้าจะมีคนใหม่ ยังไงเราก็เป็นเพื่อนกันได้
"คบกันมาขนาดนี้แล้ว จะให้ทิ้งกันเพราะเรื่องนี้ มันก็เห็นแก่ตัวเกินไป ยังไงก็จะคบต่อ ไม่เลิก"
คำตอบที่ได้รับจากแฟนมันทำให้ผม ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว รู้สึกว่ายังมีคนอืกเยอะ ที่จะสู้ไปกับผม

***********************************************************************
          มาถึงตอนนี้เองเนี่ย ผมอยากจะบอกกับหลายๆคนว่า ถ้าวันนึงคุณเจอปัญหา ที่ดูแล้วมันเหนื่อยมากๆ จนคุณท้อใจ จนคุณไม่อยากจะสู้แม้กระทั่งเพื่อตัวคุณเอง
         อยากให้คุณลองมองหาเพื่อน(ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ พี่น้อง คนรัก ให้คนเหล่านี้สู้ไปกับคุณ และให้คนเหล่านี้เป็นความหวังของการต่อสู้ของคุณ)
         มองหาคนที่จะคอยต่อสู้ไปกับคุณ มันจะทำให้คุณ มีกำลังใจ และรักคนเหล่านี้อีกมาก อยากจะสู้เพื่อคนเหล่านี้อีกมาก

วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2557

What is cancer ?

มะเร็งคืออะไร 





What is cancer ?


มะเร็งคืออะไร ปัจจุบันโรคมะเร็ง ที่ยอดฮิตอันดับต้นๆ ของประชากรทั่วโลกเป็นกันมาก ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะ มีความเข้าใจว่าถ้าเราเกิด เป็นโรคมะเร็งแล้ว จะไม่มีการรักษาที่หายขาด ต้องรอคอยความตายอย่างเดียว เป็นโรคที่ใครก็ไม่อยากให้เกิดกับตัวเอง ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนักเพราะการต่อสู้กับโรคมะเร็งกำลังใจเป็นสิงที่สำคัญมากๆ ซึ่งหากตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่นๆ ในระยะเริ่มแรก กับการรักษาที่ทันเวลา ก็จะทำให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรคมะเร็งนี้ได้ 

               ความจริงสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคมะเร็งนั้น มีเหตปัจจัยมาจาก พฤติกรรมทางสุขภาพที่ไม่ดีมากกว่าอย่างอื่นโดยเฉพาะเรื่องการกินอาหาร บริโภคแต่อาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง,มีไขมัน,พวก ปิ่ง ยาง หริอ ทอด การรับประทาน ผักและผลไม้น้อยรวมทั้งการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบของคนปัจจุบัน ยังทำให้ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และสภาวะความเครียดต่างๆ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้นั่นเอง ที่ทำให้ โรคมะเร็ง ถามหาได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นเราควรหันมารักษาสุขภาพของตัวเราโดยการ ออกกำลังวันละ 30 นาที อย่างน้อย ทำจิตใจให้สงบอยู่กับตนเองให้มากหลังจากเลิกงาน ลดละเลิกสิ่งอบายมุข หรือ การพูดคุยกับเพื่อนๆ ดู หนังฟังเพลง ก็ช่วยบรรเทาให้เราหายจากอาการเครียดจากสิ่งต่างๆได้



           What is cancer ??  Currently cancer hit the top of the global population as well,which most people often with the understanding that if we have been develop disease,there is no treatment that cured having to wait for death alone. A disease that can not achieve on their own such ideas that are not quite right because the fight against cancer is very important.if we detected early in the first stage with timely treatment,It will make the patient cured of cancer.


                The real cause of the cancer. A factor of behavior, poor health than anything else, especially food. But, dietary fat and cholesterol, high in fat,they eat little fried vegetables and fruits, as well as the busy lifestyle of today. The lack of regular exercise. And various stress conditions this behavior makes the cancer itself asked for it easily. So we should take care of ourselves by exercising at least 30 minutes a day to calm your mind with yourself after work.Talking with friends, watching movies, listening to music also help us recover from the stress of things.