การรักษามะเร็งด้วยไวรัส.....ข้อเท็จจริง....บิดเบือน....หรือหลอกลวง
ในที่สุดอีกแนวทางในการใช้ประโยชน์ของไวรัสก็ถูกพัฒนาขึ้นมา เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่าเมื่อไวรัสเข้าสู่เซลล์นอกจากจะมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน บางครั้งไวรัสก็มีการฆ่าเซลล์ที่ตัวเองเข้าไปเพื่อเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว บริษัทวิจัยในอเมริกาเป็นประเทศที่นำไอเดียนี้มาใช้ภายใต้ชื่อ Onyx-015 แม้ว่าข้อมูลเบื้อต้นจะแสดงให้เห็นประสิทธิภาพในระดับหนึ่งแต่มันไม่เพียงพอที่จะทำให้องค์การอาหารและยาอเมริกายอมรับได้ จึงยุติการทดลองลงกลางคัน ในขณะเดียวกันประเทศจีนก็นำไวรัสนี้มาปรับปรุงเพียงเล็กน้อยเพื่อให้สามารถจดสิทธิบัตรได้และเรียกมันว่า Oncorine ในที่สุดเมื่อ Onyx ล้มเลิกทางจีนจึงซื้อสิทธิบัตร Onyx มาเพื่อให้สามารถจำหน่ายได้ทั่วโลกเพราะสิทธิบัตรของ Onyx ครอบคลุมทั่วโลกยกเว้นจีน (ข้อมูลตรงนี้ได้จากคำสัมภาษณ์ของ CEO ของจีน) ทั้ง Onyx และ Oncorine H101 มีหลักการทำงานเดียวกันเรียกว่า Recombinant Adenovirus หรืออะดิโนไวรัสที่ได้รับการปรับแต่งพันธุกรรม
Oncorine หรือ Onyx หรือ Oncolytic Virus มีหลักการทำงานอย่างไร
Oncorine H101 ใช้หลักการที่ว่า เซลล์ปกติสามารถยับยั้งไวรัสได้โดยใช้ p53 ที่ปกติ p53 เป็นยีนที่ทำหน้าที่เป็นยีนยับยั้งการเกิดมะเร็ง ในมะเร็ง p53 มักพบความผิดปกติ โดยตัวไวรัสเองก็มีอาวุธมาสู้คือ E1B ทำให้ในเซลล์ปกติก็ติดเชื้อได้ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงเอา E1B ออกไปเพื่อทำให้ไวรัสไม่สามารถแพร่ขยายในเซลล์ปกติที่มี p53 ปกติ แต่สามารถแพร่ขยายและฆ่าเซลล์มะเร็งที่มี p53 ที่ผิดปกติได้
ฟังดูเหมือนจะดีแต่ในความเป้นจริงแล้วแม้จะขาด E1B ไปไวรัสก็โจมตีเซลล์ปกติได้ ในทางกลับกันแม้ เซลล์มะเร็งที่มี p53 ผิดปกติไวรัสก็ไม่ได้สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งทั้งหมดได้ ดังนั้นการโฆษณาว่าสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือรักษามะเร็งอะไรก็ได้จึงห่างไกลยิ่งนัก
ตัวบริษัทในจีนเองก็รับรุ้ข้อจำกัดนี้ จนนำไปสู่การพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆโดยหาจุดอ่อนใหม่ๆไม่ว่ารุ่น H102 H103 ซึ่งยังขาดข้อมูลในคนอยู่
Oncorine / Onyx มีประสิทธิภาพที่แท้จริงอย่างไร
ในการศึกษาในคนนั้นจะเป็นการฉีดเข้าตัวก้อนมะเร็งโดยตรงโดยเปรียบเทียบระหว่างการให้การรักษาที่เป็นมาตรฐานอย่างเดียวหรือร่วมกับการให้ไวรัส ในข้อมูลการศึกษาเฟส 1 พบว่าคนไข้ทนรับไวรัสได้ดี ส่วนในเฟส 2 มีการแสดงให้เห็นว่าก้อนมะเร็งสามารถยุบลงได้ การศึกษาที่น่าสนใจซึ่งเป็นการศึกษาที่จีนใช้ในการอนุมัติคือการศึกษา เฟส 3
โดยทำในคนไข้มะเร็งชนิด Squamous Cell Carcinoma ของมะเร็งคอและศรีษะหรือหลอดอาหารที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยเปรียบเทียบระหว่างการให้ยาเคมีบำบัด หรือให้เคมีบำบัดร่วมกับไวรัส แม้ว่าเป็นเฟส 3 แต่ก็เป็นเฟส 3 คือใช้ตัวชี้วัดเป็นการตอบสนองโดยไม่ดูว่าคนไข้มีระยะเวลารอดชีวิตเพิ่มขึ้น ผลที่ได้คือการได้ไวรัสร่วมด้วยมีโอกาสตอบสนอง 78% เมื่อเทียบกับคีโมอย่างเดียว 39% ซึ่งที่น่าประหลาดใจคือในการศึกษาเฟส 2 คนไข้ที่ได้ไวรัสกลับมีการตอบสนองแค่ 30% เท่านั้น ซึ่งแปลกมากเพราะปกติการศึกษาเฟส 2 มักจะได้ตัวเลขที่ดีกว่าเฟส 3 เสมอ
ดังนั้นในการรักษาไม่ได้ทำให้หายขาด คนไข้ที่ตอบสนองดีจะนำไปสู่ระยะเวลารอดชีวิตที่เพิ่มขึ้นหรือไม่กลับไม่มีข้อมูล ซึ่งปกติแล้วหากมันมีประโยชน์จริงควรจะรายงานเพราะนั่่นเป็นตัวชี้วัดที่ดีที่สุดของประสิทธิภาพ สร้างความกังขาต่อสายตาหมอทั่วโลก
ในอีกการศึกษาทำในคนไข้มะเร็งปอดพบว่าเมื่อเทียบกับการให้เคมีบำบัดอย่างเดียว การให้ไวรัสพร้อมเคมีบำบัดไม่ได้เพิ่มอัตราตอบสนอง นำไปสู่การไม่เพิ่มขึ้นของอัตรารอดชีวิตของคนไข้
แม้ว่าทางโรงพยาบาลฟูดาจะอ้างถึงประสิทธิภาพในโรคมะเร็งอื่นๆแต่จนปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่ดีพอของมะเร็งชนิดอื่นๆครับ
ข้อสรุปสำหรับคนที่ไม่อยากเสียเวลาอ่าน
1 แนวคิดสำหรับการใช้ไวรัสในการรักษามะเร็งมีจริงและมีมานานเกือบ 20 ปี
2 ประสิทธิภาพในคนนั้นพบว่าดีที่สุดคือทำให้มะเร็งตอบสนองดีขึ้นเฉพาะมะเร็งคอและศรีษะหรือหลอดอาหารซึ่งอยู่ในระยะที่ไม่สามารถรักษาแบบหายขาดได้
3 ประสิทธิจำกัดเพียงก้อนที่ฉีดดังนั้นในคนที่มีการแพร่กระจายหรือมีก้อนมากมายจะไม่ได้ผล
4 สำหรับมะเร็งปอดพบว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างการให้หรือไม่ให้ไวรัส
5 ไม่มีรายงานข้อมูลในมะเร็งชนิดอื่นตามที่ถูกอ้าง ดังนั้นหากเลือกรักษาก็ไม่ต่างจากการจ่ายเงินราคาแพงเพื่อไปเป็นหนูทดลอง
สำหรับหัวข้อกระทู้ จึงขอสรุปว่าแม้ไม่ได้หลอกลวงทั้งหมดแต่มีการบิดเบือนอย่างมากครับ
ปล. บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผม ตามที่มีข้อมูลบทความให้หาได้ อาจมีบทความภาษาจีนอีก แต่ หากเป็นข้อมูลที่น่าสนใจเหตุใดจึงไม่มีการตีพิมพ์ในภาษาอังกฤษ? ลองคิดดู
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น