วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2557

วิธีตรวจมะเร็งเต้านมสำหรับสาวๆ ^^

มะเร็งเต้านม            

                 วันนี้ผมจะมาพูดถึงวิธีการตรวจสอบมะเร็งเต้านมด้วยตนเองของสาวๆ โดยทั่วไปแล้วเมื่อพบสิ่งผิดปกติเป็นในลักษณะก้อนแข็งบริเวณเต้านม ให้ปรึกษาแพทย์โดยด่วนอย่างนิ่งนอนใจเด็ดขาด การรักษาจะได้ผลมากขึ้นถ้าเราพบอาการในระยะแรกเริ่มของโรคมะเร็ง การตรวจเต้านม ควรตรวจด้วยตนเองเดือนละครั้ง หรือระยะที่หมดประจำเดือนประมาณ  7 วัน ไม่ควรตรวจในช่วงมีประจำเดือน เพราะอ่าจจะผิดพลาดได้


การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองมีขั้นตอนดังนี้
1. ตรวจมในระหว่างอาบน้ำ ก็คือในการอาบน้ำผิวหนังของเราจะเปียก ลื่น ง่ายต่อการตรวจทำโดยการนำปลายนิ้ววางราบบนเต้านม คลำและคลึงเต้านมเบาๆ ให้ทั่วบริเวณเต้มนมเพื่อดูว่ามีเนื้อที่แข็งๆ หรือก้อนไตหรือไม่
2. การตรวจหน้ากระจก ยื่นมือขึ้นแนบลำตัวยกเหนือศรีษะ แล้วสังเกตลักษณะ หรือ ยกมือท้าวเอวเอามือกดสะโพกแรงๆ เพื่อให้เกิดการเกร็งและหดตัวของกล้ามเนื้อของเต้านม จะสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ถ้ามีก้อนเนื้อผิดปกติจะเห็นได้ชัดเจน
3. การตรวจในท่านอน นอนราบลงกับพื้น มือข้างหนึ่งไว้ใต้ศรีษะแล้วนำมืออีกข้างมาคลำให้ทั่วบริเวณเต้านม ตรวจคลำให้ทั่วบริเวณ โดยการเริ่มจากบริเวณนอกเหนือสุดของเต้านม เวียนไปรอบๆแล้วเขยิบวงแคบเข้ามาเรื่อยๆจนถึงบริเวณหัวนม จากนั้นค่อยๆ บีบหัวนมโดยใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ เพื่อดูอาการว่ามีน้ำเลือด หรือน้ำหนองใสๆออกมาหรือไม่ ทำการตรวจลักษณะดังกล่าวในเต้านมอีกข้างหนึ่ง

วิธีการรักษา
อย่างไรก็ตามวิธีรักษาก็หนีไม่พ้นการผ่าตัด ฉายแสง และเคมีบำบัด ขั้นตอนเหล่านี้อาจทำให้สูญเสียเต้านมได้ในกรณีที่คนไข้เป็นหนักยากต่อการเยียวยา ดังนั้นควรตรวจเต้านมอย่างสม่ำเสมอเมื่ออายุมากขึ่น ออกกำลังกาย และกินอาหารที่มีประโยชน์






วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2557

มะเร็งต่อมลูกหมาก

มะเร็งต่อมลูกหมาก เกิดขึ้นได้อย่างไร ??





โดยหลักการทางวิทยาสาสตร์ยังไม่สามารถยืนยัน หรือสาเหตที่แท้จริงของมะเร็งต่อมลูกหมากได้ซึ่งมีหลากลายปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคร้ายนี้

ส่วนมากจะพบในช่วงวัยอายุ 50 - 70 ปี ชายมากกว่าช่วงวัยรุ่น หรืออีกส่วนหนึ่งคือ มีกรรมพันธ์ุมาจากครอบครัว ญาติพี่น้องซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคนี้ได้ อาจเป็นไปได้มากกว่าคนทั่วไป

ส่วนมากมะเร็งต่อมลูกหมากจะพบมากที่สุดในแถบ มริกา ซึ่งคนเอเชียไม่ค่อยพบบ่อยมากนัก จากเชื้อชาติที่แตกต่างกัน และยังพบอีกว่า คนที่บริโภคไขมันจากสัตว์มาก จะมีโอกาสเป็นได้ง่าย ส่วนคนที่บริโภคผักและผลไม้ จะช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งชนิดนี้ หรือ ผู้ที่ชอบสุบบุหรี่จัดไม่ออกกำลังกายเป็นโรคอ้วนอาจมีความสัมพันธ์ให้เกิดโรคดังกล่าวได้อีกด้วย

อาการของมะเร็งต่อมลูกหมาก

  1.    มีอาการปวดข้อกล้ามเนื้อ ปวดหลัง
  2.    มีเลือดในน้ำอสุจิหรือปัสสาวะ
  3.   การแข็งของอวัยวะเพศใช้เวลานาน
  4.   ปัสสาวะไม่พุ่ง ติดขัด
  5.   มีอาการปัสสาวะบ่อยในช่วงกลางคืน เวลาปัสสาวะจะเจ็บปวด

การรักษาอย่างถูกวิธี

  1. ควรรีบปรึกษาแพทย์เมื่อรู้ว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็น
  2. การใช้รังสีในการรักษา โดยการฉายแสงไปยังเนื้องอก
  3. เคมีบำบัดเป็นการฆ่าเซลลืมะเร็งได้อย่างดีเยี่ยม ในกรณีที่โรคแพร่กระจายแล้ว
  4. การใช้สารกระตุ้นจากภายนอก เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อสู้กับเชื้อโรค
  5. ใช้เข็มสอดเข้าไปในต่อมลูกหมากแล้วฉีดสาร Liquid nitrogen เพื่อแช่แข็งมะเร็งต่อมลูกหมาก
  6. การผ่าตัดเป็นการรักษามะเร็งในระยะแรกเริ่ม

การป้องกัน

  • วิตามินอี selenium และน้ำมะเขือเทศสามารถช่วยยับยั้งการเกิดของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้
  • ลดการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง หันมาบริโภค ผักและผลไม้ ถั่ว ซึ่งสามารถช่วยป้องกันโรคได้
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดสิ่งเสพติด

วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2557

กำลังใจเป็นส่วนสำคัญ ?

กำลังใจเป็นส่วนสำคัญ ?




                            สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งมักจะชอบคิดอยู่เสมอว่า ตนเองต้องรอวันตายอย่างเดียวเพราะไม่มียาตัวไหนที่รักษาให้หายขาดจากการเป็นโรคได้ แต่ที่จริงแล้วความเชื่อเหล่านั้น เป็นความเชื่อที่ผิดๆ ซึ่งถ้าลองมองรอบข้าง เรายังมีกำใจ จาก พ่อแม่เพื่อนและคนรู้จักอีกตั้งมากมายที่คอยให้กำลังใจ คอยเป็นห่วงเรา เอาใจช่วยให้เราหายจากการเป็นมะเร็ง กำลังใจนี่แหละคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกอยากมีชีวิตอยู่ต่อกับคนที่เค้ารักให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามีคนยังรักเค้าอีกมากและไม่อยากให้จากไปโดยเร็ว


การให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยมะเร็งมีด้วยกันหลายวิธี

1. การซื้อของที่ผู้ป่วยชอบรับประทานเป็นชีวิตจิตใจ  แต่ก็ต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์ด้วยว่าสามารถกินได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้ป่วยก็เป็นได้
2. การพูดคุย หรือเล่าเรื่องที่น่าประทับใจให้ผู้ป่วยรู้สึกมีกำลังใจมากยิ่งขึ้นว่าเคยทำสิ่งนั้นสิ่งนี้มาในอดีตแล้วส่งผลดีต่อผู้อื่น
3. ชักชวนเพื่อน หรือ คนรู้จักของผู้ป่วยให้มาเยี่ยมบ่อยครั้ง สิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกมีกำลังใจ ไม่เดียวดายตัวคนเดียว
4. หากิจกรรม หรือ ทำสิ่งบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้มองโลกในแง่ดี เช่น การท่องบทสวดมนต์ ทำให้จิตใจนิ่งสงบไม่คิดฟุ้งซ่าน หรือ การถักโครเชต์ ทำให้จิตใจจดจ่ออยู่กับการถัก
5. ถ้าผู้ป่วยสามารถเดินได้ ควรพาไปเที่ยวต่างจังหวัดที่มีธรรมชาติสวยๆ เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายไม่เครียดหากิจกรรมทำร่วมกันในครอบครัว 
6. การพูดให้กำใจก็เป็นสิ่งที่ดี แค่คำว่า " เดี๋ยวก็หายแล้ว กลับมาเป็นปกติ " แค่ผู้ป่วยได้ยินก็รู้สึกมีความหวังว่าจะหายเป็นปกติเป็นการให้คิดถึงแต่สิ่งดีๆในแง่บวกเข้าไว้


 

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

มะนาวโซดารักษามะเร็งได้จริงหรือ ?

มะนาวโซดารักษามะเร็งได้จริงหรือ ที่มาคืออะไร ? 

ทำไมถึงมามีการพูดถึงการมาก ?







                 1.  มะนาวโซดารักษามะเร็งไม่ได้ครับ ไม่มีงานวิจัยใดในโลกที่ทำไว้ (ไม่มีคนที่หายจริงมาโพสท์แบบจริงจังด้วย )
                
                 2. ในมะนาวมีสารหลายตัว ทั้ง Flavonoid , Limonoid ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ     
                 3. Limonoid เคยมีการวิจัยกันมาตั้งแต่เมื่อประมาณปี2540ว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง (มะเร็งสมอง เต้านม ช่องปาก)
                 4.
 ประเด็นคือ ในการทดลอง ความเข้มข้นสูง / สารที่ได้ไม่ได้มาจากมะนาว / ต้องอัดสารเข้าไปโดยตรง
                 5. เหมือนกับการทดลองหลายชนิด ปกติสารพวกนี้จะโดนเอาไปทดสอบกับมะเร็งหลายๆแบบ ถ้าแบบไหนใช้ได้ผลก็จะเอาไปทำยา ซึ่งปกติแล้วทดลองไปหลายหมื่นชนิดได้ผล แต่เหลือเอาไปทำยาได้ไม่กี่ตัว
                 6. สารสกัดlimonoid ถูกทดสอบมาหลายปีแล้ว แต่เท่าที่หา ยังไม่เจองานวิจัยที่บอกว่าได้ผลจริงแม้แต่ในหนู
                 7. สารตัวนี้ เคยเป็นกระแสขึ้นมาสองครั้ง ครั้งแรกเมื่อ 15 ปีก่อน ทำออกมาเป็นครีมทาปาก อีกครั้ง เอามาผสมBaking Soda (ผงฟู) ดื่มต้านมะเร็ง และเข้ามาในไทยอีท่าไหนไม่รู้ คำว่า Baking หายไป เหลือแต่โซดา
                 8. สรุป รักษามะเร็งไม่ได้หรอกครับ ไม่เคยมีงานวิจัยไหนรองรับ

สมุนไพร ช่วยรักษาโรคมะเร็ง ??

 สมุนไพร ช่วยรักษามะเร็ง จริง หรือ ?

สมุนไพรไทย
















                       สมุนไพรต่อไปนี้ล้วนมีผลการทดสอบที่เป็นประโยชน์ต่อการรักษามะเร็ง 


                 มะตูม (Aegle marmelos) ผลจากมะตูมสามารถช่วยยับยั้ง Thyroid cancer และมีฤทธิ์ยับยั้งไวรัส และต้านการอักเสบจากการเจ็บป่วย

                    บัวบก (Centella asiatica) มีสาร Asiaticoside ที่ช่วยให้แผลเรื้อรังหายได้เร็วขึ้น เพิ่มภูมิคุ้มกัน และในบราซิลมีการใช้เพื่อรักษามะเร็งมดลูก

                     ขมิ้น (Curcuma longa) สารสำคัญคือ Curcumin มีฤทธิ์ต้านการอ็อกซิไดส์และต้านการอักเสบที่แรง สามารถทำให้เกิดการตายของเซลมะเร็งหลายชนิดเช่น ผิวหนัง ลำไส้ใหญ่ กระเพาะ ลำไส้เล็ก รังไข่ และยังมีฤทธิ์ต้านไวรัส แบคทีเรียและราอีกด้วย

                      หญ้างวงช้างดอกขาว (Heliotropium indicum) อายุรเวทใช้ใบในการรักษาไข้ ลมพิษ แผล การอักเสบเฉพาะที่ กลาก ปวดข้อ (rheumatism) มีอัลคาลอยด์ Indicine-N-oxide ที่มีฤทธิยับยั้งเนื้องอก มีการทดลองทางคลีนิคในลิวคีเมีย และ solid tumour

                      ว่านหางจรเข้ (Aloe vera) มีสาร aloe-emodin ที่กระตุ้น macrophage ให้กำจัดเซล์ลมะเร็ง และยังมี acemannan ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ว่านหางจรเข้ช่วยกระตุ้นการเจริญของเซลล์ปกติและยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง

                       Rubia cordifolia พืชตระกูลเดียวกับกาแฟมีมากในอินเดียตอนใต้ สารสกัดจากพืชนี้มีฤทธิ์ต้านการอ็อกซิไดส์และกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และต้านมะเร็งหลายชนิดเช่น leukemia, ascetic carcinoma, melanoma, lung and large intestinal tumour เป็นต้น

                       Whitania somnifera หรือ Indian ginseng เป็น adaptogen ที่ช่วยทำให้ร่างกายทำงานได้เป็นปกติ โดยผ่าน Hypothalamic Pituitary Adrenal (HPA) axis มีสารสำคัญคือ whithanolide ซึ่งมีฤทธิ์เสริมภูมิต้านทาน และสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งผิวหนัง

                       กะเพรา (Ocimum sanctum) เป็นสมุนไพรที่ใช้ในการแพทย์โบราณหลายระบบ เช่นอายุรเวท สิธธา ยูนานนิ กรีก โรมันเป็นต้น ใช้ในระบบทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ หัวใจ ผิวหนัง ฯลฯ

                       ทุเรียนเทศ (Anona muricata) สาร acetogenin จากผลทำให้เซลล์มะเร็งตายได้

                       ลูกใต้ใบ/หญ้าใต้ใบ (Phyllanthus niruri/amarus) เป็นที่รู้จักว่าเป็น stonebreaker และมีการใช้แพร่หลายทั่วโลก ในระบบปัสสาวะและน้ำดี ตับอักเสบ หวัด วัณโรค และโรคจากไวรัสอื่นๆ

                       ดีปลี (Piper longum) มี piperine ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอ็อกซิไดส์ทั้ง in vitro และ in vivo จึงเป็นส่วนประกอบของตำรับยารักษามะเร็งของอายุรเวท

                       Podophyllum hexandrum เป็นพืชบนเทือกเขาหิมาลัย มีสาร podophyllin และ podophyllotoxin ซึ่งยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งหลายชนิด เช่น sarcomas,adenocarcinoma และ melanoma มีการเตรียมอนุพันธ์และใช้เป็นยารักษามะเร็งตับคือ etoposide

                       บอระเพ็ด (Tinospora cordifolia) สารสำคัญจากบอระเพ็ดกระตุ้นภูมิคุ้มกันโดยการเพิ่มระดับเม็ดเลือดขาว และสามารถลดขนาดเนื้องอกได้ 58.8% เทียบเท่า cyclophosphamide

                       รักขน (Semecarpus anacardium) ผลของรักขนมีการใช้ในอายุรเวทเพื่อรักษามะเร็ง มีงานวิจัยแสดงว่าสารสกัดคลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต้านมะเร็งและยืดอายุในกรณี leukemia, melanoma และ glioma ในสัตว์ทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นมะเร็งตับสารสกัดจากรักขนทำให้เนื้อเยื่อตับเป็นปกติ ยาเตรียม anacartin forte นิยมใช้รักษามะเร็งหลอดอาหาร chronic myeloid leukemia, urinary bladder และมะเร็งตับ

                       ฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata) ประอินเดียมีการใช้สมุนไพรมานานเพื่อรักษาไทฟอยด์ แก้อักเสบ แก้มาเลเรีย และ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ฟ้าทะลายโจรประกอบไปด้วยสารสำคัญคือ Andrographolide ที่ช่วยสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้หลายชนิด 

ยังมีสมุนไพรอีกมากที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งเซลล์มะเร็งโดยตรงหรือช่วยระงับอาการข้างเคียงต่างๆ ของผู้ป่วยมะเร็งซึ่งรอผลการสนับสนุนจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ตั้งแต่วันที่ผมรู้ว่าผมเป็นมะเร็ง

                                สวัสดีทุกคนที่เข้ามาอ่านบทของผมครับ ผมแค่อยากถ่ายเรื่องราวที่ไม่ได้เกิดกับคนหลายๆคนที่เข้ามาอ่าน และหลายๆคนที่เข้ามาอ่านก็คงไม่อยากพบเจอเช่นกัน
แต่มันดันเกิดขึ้นกับผม ผมทราบว่าผมเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ เมื่อสิงหาคมปีก่อน

ผมก็เป็นผู้ชายคนนึง อายุ 23 ปี เรียนจบและทำงานได้ประมาณ 2 ปีครับ มีความสุขกับชีวิต งานที่ทำ และคนรัก แต่เมื่อผมทราบว่า ผมเป็นมะเร็งลำไส้
ผมรู้สึกว่า ชีวิตมันสะดุด ถ้าจะพูดเป็นคำง่ายๆ ก็คงประมาณว่า "งานเข้าแล้วกรู" ซึ่งมันคงเป็นงานหนัก งานที่ยากที่สุด ที่ผมไม่เคยเจอ แต่ยังไง ผมก็ต้องจบงานนี้ให้ได้

การใช้ชีวิตของผม ผมคิดว่า มันไม่ได้โลดโผนเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้เลยซักนิด ผมไม่ดื่มเหล้า(ก็ไม่เชิงว่าไม่ดืมอะครับ ทานบ้าง บางโอกาส ปีนึงก็สามสี่ครั้ง)
ไม่สูบบุหรี่ ออกกำลังกาย หมูกระทะก็นานๆทานที  หมูปิ้งก็ทานไม่บ่อย ลูกชิ้นปิ้งลูกชิ้นทอดบางคนทานเยอะกว่าผมอีก แต่ผมไม่ค่อยชอบทานผลไม้กินข้าวอิ่มแล้วก้อิ่มเลย
ระบบขับถ่ายก็ไม่ได้ถ่ายทุกวัน ก็คงเพราะผมไม่ชอบทานผักผลไม้ด้วยมั้งครับ ส่วนเครียดเรื่องงานก็มีบ้างแต่มันก็ไม่หนักหนาสาหัสอะไร
(วันไหนคิดงานออกก็มีความสุข วันไหน ตื่นมาแล้วรู้สึกโง่ๆ ก็ซวยไป แต่ก็ไม่บ่อยเท่าไหร่ หรือชินแล้วก็ไม่รู้) ยิ่งปัญหาเรื่องเงิน ครอบครัว ความรักตัดไปได้เลย
อย่างที่บอกครับว่าผมรู้สึกสะดุด ก็ชีวิตที่ผมเป็นมา มันไม่เห็นจะมีอะไรที่เสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่เลยนี่

อาการก่อนที่ผมจะทราบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ 1 เดือนนะครับ
1 ผมเคยปวดท้องมากครับ ด้านซ้าย ตรงลำไส้ใหญ่พอดีเลย เดินก็ปวด กระเทือนก็ปวด เป็นอยู่สองครั้งครับ ครั้งแรกๆ มันปวดมาก อิตอนที่ผมนั่ง สาย8 จากเสารีย์ ไปโชคชัย4
      อย่างที่รู้ครับว่า สาย8 ไม่เคยปราณีใคร และมันก็ไม่ปราณีผมด้วย จนผมต้องลงตรง จตุจักร ละนั่งแท๊กซี่กลับ ขนาดแท๊กซี่ใหม่ๆช่วงล่างดีๆ ผมยังทรมาณเลยครับ
       มันปวดแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ต้องนอนเฉยๆ ก็เลยลางานไปวันนึง แต่ผมก็ไม่ได้ไปหาหมอนะ (คนส่วนใหญ่มักละเลยโอกาสครับ ผมก็เช่นกัน มักคิดว่าผมคงไม่เป็นอะไรมาก น่าตีให้ตาย-*-)

2 ถ่ายเป็นเลือด ถ่ายกระปิดกระปอย มารู้ตอนหลัง หมอบอกว่า ไอ้ก้อนเนื้อเนี่ย มันจะปิดลำไส้ผมอยู่แล้ว มันเลยถ่ายได้ทีละนิด
     จริงๆผมควรจะเอะใจได้แล้ว แต่ว่าด้วยงานที่เร่งโปรเจค ใกล้เวลาจะต้องรีบปิด ผมก็ไปหาหมอบ้าง หมอว่าไงก็ว่าตามหมอ
      ก็อย่างว่าแหล่ะครับ อายุ 23 หมอก็คงไม่คิดว่าผมเป็นมะเร็งหรอก
ไม่คิดจะซักไซ้ไล่เรียงให้รู้เรื่อง ด้วยความรีบจะทำงานให้จบด้วย เกิดหมอว่าเป็นอะไรรุนแรงขึ้นมาต้องนอนโรงบาล
       งานผมเจ๊งแน่ (ก็ปกติอีกแหล่ะครับ คนเรามักแคร์ชาวบ้านมากกว่าตัวเราเอง แต่ก็นั่นแหล่ะงานของผมถ้าช้ามันก็จะกระทบกับผู้อื่นด้วย)
   
3 หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ปวดแบบข้อ 1 ครับ คราวนี้เป็นบ่อย แต่ไม่หนักเท่าครั้งแรก ผมก็ไปหาหมอ ประมาณ 5-6 ครั้ง ก็ได้รับคำตอบแตกต่างกันออกไป ผมก็ไม่ได้อะไรมาก
      คิดแต่จะเข้าข้างตัวเอง ว่าไม่เป็นไรมาก ดีแล้วจะได้ไม่ต้องนอนโรงบาล หาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง ทั้งๆที่ตัวเองไม่ใช่หมอ

4 ผมทานข้าวแค่ 1 จาน แต่มันแน่นท้องมาก บ่ายทั้งบ่ายผมนั่งแทบไม่ได้เลย ทั้งๆที่ปกติ ในเรซุเม่เขียนความสามารถพิเศษลงไปคือ กินข้าว 5 จานไม่อิ่ม -*-

5 ผมนอนปวดท้องทรมาณมาก มันเหมือนคุณมีลมมีอาหารอยู่เต็มลำไส้ แต่มันไม่สามารถระบายออกไปได้เพราะไอ้ก้อนเนื้อมันจะปิดลำไส้อยู่แล้ว ทั้งๆที่แค่จะตดนิดตดหน่อย มันยังไม่ยอมผมเลย(คนจะตด มันยังห้ามกันได้อะ คิดดู) มันเลยอืดแน่นอยู่เต็มท้อง วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ ผมต้องกลับมา กทม ครับ เพราะวันจันทร์ทำงานด้วย
       แม่ผมรู้สึกแปลกๆ เลยตามมาด้วย บอกว่าถ้ายังเป็นอีก วันจันทร์แม่จะให้ลางาน แล้วพาไปหาหมอ แม่แกคงรู้นิสัยละเลยสุขภาพของผม แล้วก็เป็นอย่างที่คิด คืนวันอาทิตย์ ผมก็เป็นจนไม่ได้นอนทั้งคืน แม่บอกว่าผมลุกๆนั่งๆ ตลอดทั้งคืนเลย มาหลับได้ซักหน่อยตอนช่วงเช้า

เราแม่ลูกก็ไปหาหมอครับ ก็เข้า OPD ของประกันสังคม พอพบหมอ หมอคงเห็นว่าผมมาหลายรอบแล้ว ปวดท้องแบบเดิมๆด้วย
หมอก็เลยส่งผมไปหา หมอศัลย์ เพราะอาจต้องส่องกล้อง พอพบคุณหมอศัลย์ คุณหมอท่านก็ถามๆอาการ ละคิดว่าผมน่าจะเป็น ไส้ติ่งอักเสบ ต้องผ่าตัด
ผมก็แปลกใจ ว่าแล้วที่มันถ่ายเป็นเลือดเนี่ย จึงได้ถามหมอไปว่ามันเกิดจากอะไร คุณหมอก็ทำท่าตกใจ "ว่าเอ้ย มีถ่ายเป็นเลือดด้วยหรอ"
(ในที่สุด ผมก็ได้ถามคำถามที่สำคัญที่สุดในชีวิตออกไป ผมยังนึกไม่ออกเลยว่าถ้าวันนั้นผมไม่ถามหมอไป ผมคงผ่าไส้ติ่งฟรีๆ แล้วคงไม่มีวันนี้ที่ผมมานั่งเล่าเรื่องราวของผมแน่ๆ)

คุณหมอ ก็ส่งผมไป อัลตร้าซาวด์ ปรากฏว่า คุณหมอพบก้อนเนื้อบริเวณลำไส้ใหญ่ ถ้าเรื่องราวมันไม่ซีเรียส ผมก็คงแหย่หมอว่า "ตกลง ผมได้ลูกผู้หญิง รึผู้ชายครับ"
แต่อารมณ์ตอนนั้นมันไม่ใช่ครับเพราะผมได้ยินหมอบอกว่าผมต้องแอดมิดแล้วจะต้องไปส่องกล้องด้วย
ผมก็เห้ย เกิดคำถามขึ้นในใจ "ส่องกล้องทางก๊น" (ทำเสียงสูงด้วย ส่องกล้องทางก๊น!!!) ปรกฏว่า ผมต้องดื่มยาระบาย 2แกลอน คิดแล้วอยากจะอ้วกมาก
ต้องดื่มให้หมดภายใน 2 ชั่วโมง แม่ก็นั่งเชียร์ ประมาณว่าสาวเชียร์เบียร์เลยทีเดียว ส่วนผมนั้นจะอ้วกให้ได้ และแล้ว ก็มีบุรุษพยาบาลร่างกายกำยำ เดินมาพร้อมเตียงนรก
ที่จะพาผมไปห้องส่งก้น(ส่องกล้อง)

พอไปถึงห้อง เค้าก็ให้ผมนอนตะแคง ผมก็นอนตะแคงแต่หันหน้าเข้าหาหมอ หมอก็ขำใหญ่ หมอบอกว่า "หันผิดทางแล้ว หันก้นให้หมอครับ"
(อ่าววว โง่นี่) หมอก็เปิดเพลงของ พี่ออฟปองศัก(จริงๆ นะครับ ไม่ได้โกหก)
ให้ผมผ่อนคลาย จากนั้นหมอก็จัดท่าทาง แล้วก็เอาเจลเย็นๆมาป้ายทางเข้าห้องฉุกเฉินของผม แล้วหมอก็เอามือไปคว้า กล้องขึ้นมาครับ มันแท่งประมาณ ตะเกียบได้อะครับ

หมอก็ค่อยๆกดลงไป โหยมันจุกมากเลยครับ หมอก็บอกใจเย็นๆ หายใจเข้าลึกๆ(ไม่ยักจะให้หายใจออกซักที) หมอกะผู้ช่วยคงจะสนิทกันมั้ง พูดคุยแซวกัน หัวเราะคิกคักๆ
ผมนี่น้ำตาเล็ด พอส่องกล้องเข้าไปถึงจุดหนึ่ง หมอบอก มันต้องเลี้ยวกล้องครับ เจ็บหน่อยนะ โหยยย  เจ็บจริงๆครับ มันจุกมากเลย พอเลี้ยวไปได้หน่อย ก็เจอทางตันครับ
เจอไอ้ก้อนเนื้อ ตัวปัญหา หมอก็พยายาม ดันกล้องเข้าออก เหมือนจะโฟกัส รึอะไรซักอย่าง รึคงจะพยายามจะถ่ายหลายๆแอ๊คแบบตู้สติ๊กเกอร์ พอถ่ายเสร็จหมอก็เอากล้องออก จุกเหมือนกันครับ
แต่ไม่เท่าขาเข้า พอจัดการอะไรเสร็จ ผมก็นอนรอบนเตียง หมอก็เดินมาบอกว่า ก้อนมันใหญ่มาก จนส่องกล้องต่อไปไม่ได้แล้ว หมอได้ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ สองสามวันคงจะทราบผล

ผมก็สงสัย "ผลอะไรครับหมอ" หมอก็ชี้แจงว่า มันอาจจะเป็นได้ทั้งก้อนเนื้อธรรมดา หรือเป็นมะเร็ง ผมก็ไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้รู้ว่ามะเร็วนี่มันเลวร้ายแค่ไหน  รู้แค่ว่าชื่อมันไม่เท่
แต่หมอบอกว่า พรุ่งนี้วันที่ 5 สิงหา ผมต้องผ่าตัด  ไอ้นี่แหล่ะครับทำให้ผมซีเรียส เกิดมาไม่เคยนอนโรงบาลมาก่อน ครั้งแรกก็โดนซะผ่าตัดใหญ่
พอกลับมาห้อง แม่ผม(พยาบาลเก่า) ก็ปลอบใจว่ามันไม่มีอะไร ว่าให้ดมยา ละที่เหลือก็เป็นหน้าที่หมอ ผมก็พยายามจะไม่คิดอะไร พอเช้าวันที่ 5สิงหา
ผมตื่นเต้นทุกครั้งที่มีคนเปิดประตูห้อง พยาบาลบอกว่าจะมีเตียงมารับตอน 11โมง ยิ่งใกล้เวลาผมยิ่งตื่นเต้น แต่ดูหน้าแม่แล้ว ยิ่งกังวลยิ่งกว่าผม ถึงตอนนี้เอง ผมก็ยิ่งต้องทำให้เหมือนว่าผมไม่กล้วเพื่อแม่ของผม

ไม่เคยคิดว่าในชีวิตนี้ ผมต้องมาเก๊กไม่เป็นอะไรต่อหน้าแม่ของผม พอ 11 โมง เตียงมารับ ผมก็ต้องจำใจขึ้นไปนอนบนเตียง และทำหน้าอย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พอไปถึงห้องเตรียมใจ(ผมว่าน่าจะเป็นห้องเตรียม ก่อนเข้าห้องผ่าตัด) ก็มีหมอมาถามนู่นถามนี่ ถามประวัติ ตามปกติ จากนั้นไม่นาน เค้าก็เข็นผมไปผ่าตัด
เหมือนในหนังเลยครับ มีโคมอันใหญ่ๆ ไฟหลายๆดวง อยู่เหนือเตียง ลำแสงพรุ่งตรงกระทบม่านตา หมอและผู้ช่วยแต่งชุดคลุม ขมักขะเม่นกับการเตรียมอุปกรณ์ ก๊องแก๊งๆ ผมรู้สึกเหมือนโดนเอเลี่ยนจับตัวไปงั้นแหล่ะ

ผู้ช่วยก็เอาผ้ามาคลุมแล้วบอกให้ผมถอดกางเกงครับ แล้วก็ยึดแขนผมทั้งสองข้าง จากนั้นผมก็สลบไป(เค้าวางยาผมตอนไหน ปัจจุบันนี้ผมยังไม่รู้คำตอบเลย) ~

ผมตื่นมาอีกทีประมาณทุ่มหรือสองทุ่มนี่แหล่ะ ผมตื่นมาเห็นหน้าหัวหน้าผม นั่งคุยกะคุณแม่อยู่ แล้วผมก็สลบไป ~

ผมตื่นมาอีกทีในเช้าอีกวันนึง แม่บอกว่าผมเข้าห้องผ่าตัดตั้งแต่ 11โมง จนถึง 6โมงเย็น ผมก็แปลกใจทำไมนานมาก เพราะหมอบอกว่าจะใช้เวลาแค่ สองสามชั่วโมง
แม่ก็บอกว่า หมอเลาะผังผืดบริเวณหน้าท้องออกเป็นกะละมัง แล้วก็ตัดไส้ใหญ่ผมออกไป ประมาณ ฟุตนึง ^0^

ในตอนนั้นเองเนี่ย ผมไม่ได้คิดถึงเรื่อง ถ้าผมเป็นมะเร็ง ในหัวสมองเลย ผมยังพยายามลุกนั่ง เดิน โดยอยากกลับบ้านให้เร็วที่สุด
พอผ่าไปสองวัน หมอก็มาแจ้งว่าผมเป็นมะเร็ง ในใจผมก็รู้แค่ว่า "เป็นมะเร็ง มะเร็งหรอ แล้วกุต้องทำไงต่อไป ใครก็ได้บอกกุที" สีหน้าของผมนั้นงงๆ ครับ เพราะไม่ค่อยรู้ไรมากเกี่ยวกับมะเร็ง
แต่ต่างจากสีหน้าของแม่ สีหน้าของแม่นั้น น้ำตาท่านจะไหลออกมาให้ได้ แต่ท่านต้องพยายามเก็บอารมณ์ให้ถึงที่สุด หลังจากนั้น ผมก็แทบไม่ได้เห็นสีหน้ากังวลของแม่อีกเลย

ผมมารู้ตอนหลังว่า ในขณะที่ผมหลับเพราะยา เพราะความเพลีย แม่ผมครับ แม่นั่งข้างๆ ตลอดเวลา แล้วแม่ก็ร้องไห้ตลอดเวลาอีกด้วย
ผมรู้ครับว่ามันคงเป็นอะไรที่แย่มาก สำหรับผู้หญิงคนนึงที่ ต้องมารู้ว่าลูกชายคนเดียวของเค้า ต้องมาเป็นมะเร็ง ในขณะที่ชีวิตมันกำลังเดินต่อไปได้ด้วยดี
ตลอดเวลาที่ผมพักฟื้น ผมอยู่กับแม่แค่สองคน (เพราะพ่อต้องทำงาน ส่วนแม่ลาออกจากพยาบาล ตั้งแต่ผมเรียนจบ) ผมว่ามันคงจะเป็นอะไรที่รับได้ยาก
กับผู้หญิงคนนึง ที่มีอาชีพเห็นคนเจ็บป่วย แล้วตายมาตลอดชีวิตการทำงาน มิหนำซ้ำ มันยังเกิดขึ้นกับลูกของเธอด้วย

มาถึงตอนนี้ตอนที่ผมนั่งพิมพ์อยู่ตอนนี้ผมยอมรับว่าผมน้ำตาไหล ผมสงสารแม่มาก~

เมื่อรู้ว่าเป็นมะเร็ง แม่ผมก็บอกว่า ลองไปคุยกับแฟนดูนะ ว่าเป็นเพื่อนกันก็ได้ แม่ไม่อยากให้ผมเอาเปรียบแฟน เพราะแฟนผมก็ยังมีโอกาสเลือกคนดีๆ(เราเลิกกันเถอะ เธอดีเกินไป 555+)
อันนี้ผมก็เข้าใจแล้วก็เต็มใจ ผมจึงคุยกับแฟนผม (ตอนนั้นเราคบกันได้ประมาณ 7-8 แปดเดือน) ผมบอกเธอว่า ผมไม่โกรธถ้าจะมีคนใหม่ ยังไงเราก็เป็นเพื่อนกันได้
"คบกันมาขนาดนี้แล้ว จะให้ทิ้งกันเพราะเรื่องนี้ มันก็เห็นแก่ตัวเกินไป ยังไงก็จะคบต่อ ไม่เลิก"
คำตอบที่ได้รับจากแฟนมันทำให้ผม ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว รู้สึกว่ายังมีคนอืกเยอะ ที่จะสู้ไปกับผม

***********************************************************************
          มาถึงตอนนี้เองเนี่ย ผมอยากจะบอกกับหลายๆคนว่า ถ้าวันนึงคุณเจอปัญหา ที่ดูแล้วมันเหนื่อยมากๆ จนคุณท้อใจ จนคุณไม่อยากจะสู้แม้กระทั่งเพื่อตัวคุณเอง
         อยากให้คุณลองมองหาเพื่อน(ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ พี่น้อง คนรัก ให้คนเหล่านี้สู้ไปกับคุณ และให้คนเหล่านี้เป็นความหวังของการต่อสู้ของคุณ)
         มองหาคนที่จะคอยต่อสู้ไปกับคุณ มันจะทำให้คุณ มีกำลังใจ และรักคนเหล่านี้อีกมาก อยากจะสู้เพื่อคนเหล่านี้อีกมาก

วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2557

What is cancer ?

มะเร็งคืออะไร 





What is cancer ?


มะเร็งคืออะไร ปัจจุบันโรคมะเร็ง ที่ยอดฮิตอันดับต้นๆ ของประชากรทั่วโลกเป็นกันมาก ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะ มีความเข้าใจว่าถ้าเราเกิด เป็นโรคมะเร็งแล้ว จะไม่มีการรักษาที่หายขาด ต้องรอคอยความตายอย่างเดียว เป็นโรคที่ใครก็ไม่อยากให้เกิดกับตัวเอง ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนักเพราะการต่อสู้กับโรคมะเร็งกำลังใจเป็นสิงที่สำคัญมากๆ ซึ่งหากตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่นๆ ในระยะเริ่มแรก กับการรักษาที่ทันเวลา ก็จะทำให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรคมะเร็งนี้ได้ 

               ความจริงสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคมะเร็งนั้น มีเหตปัจจัยมาจาก พฤติกรรมทางสุขภาพที่ไม่ดีมากกว่าอย่างอื่นโดยเฉพาะเรื่องการกินอาหาร บริโภคแต่อาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง,มีไขมัน,พวก ปิ่ง ยาง หริอ ทอด การรับประทาน ผักและผลไม้น้อยรวมทั้งการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบของคนปัจจุบัน ยังทำให้ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และสภาวะความเครียดต่างๆ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้นั่นเอง ที่ทำให้ โรคมะเร็ง ถามหาได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นเราควรหันมารักษาสุขภาพของตัวเราโดยการ ออกกำลังวันละ 30 นาที อย่างน้อย ทำจิตใจให้สงบอยู่กับตนเองให้มากหลังจากเลิกงาน ลดละเลิกสิ่งอบายมุข หรือ การพูดคุยกับเพื่อนๆ ดู หนังฟังเพลง ก็ช่วยบรรเทาให้เราหายจากอาการเครียดจากสิ่งต่างๆได้



           What is cancer ??  Currently cancer hit the top of the global population as well,which most people often with the understanding that if we have been develop disease,there is no treatment that cured having to wait for death alone. A disease that can not achieve on their own such ideas that are not quite right because the fight against cancer is very important.if we detected early in the first stage with timely treatment,It will make the patient cured of cancer.


                The real cause of the cancer. A factor of behavior, poor health than anything else, especially food. But, dietary fat and cholesterol, high in fat,they eat little fried vegetables and fruits, as well as the busy lifestyle of today. The lack of regular exercise. And various stress conditions this behavior makes the cancer itself asked for it easily. So we should take care of ourselves by exercising at least 30 minutes a day to calm your mind with yourself after work.Talking with friends, watching movies, listening to music also help us recover from the stress of things.












วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2557

มะเร็งรังไข่

มะเร็งรังไข่ (Ovarian Cancer)


ความเสี่ยงการเป็นมะเร็งรังไข่

            อายุ : 2 ใน 3 ของผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ มีอายุเฉลี่ย 55 ปี หรือมากกว่า

            1. ประวัติครอบครัว : ผู้หญิงที่มี แม่ พี่สาวน้องสาว ยาย ป้า หรือน้า เป็นมะเร็งรังไข่ จะมีความเสี่ยงการเป็นมะเร็งรังไข่สูงขึ้น

            2. การกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม (Genetic Mutations) : ในผู้ที่พบมีการกลายพันธุ์ของ 1 ใน 2 ยีนมะเร็งเต้านม BRCA1 และ BRCA2 มีความเสี่ยงการเกิดมะเร็งรังไข่สูงขึ้น 

            3. มะเร็งเต้านม, ลำไส้ใหญ่ หรือเยื่อบุโพรงมดลูก : ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่ง มีความเสี่ยงสูงขึ้นในการพัฒนาเป็นมะเร็งรังไข่ได้

            4. การคลอดบุตร : ผู้หญิงที่มีการคลอดบุตรอย่างน้อย 1 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนอายุ 30 ปี มีความเสี่ยงมะเร็งรังไข่น้อยกว่า การมีบุตรหลายคน และการให้นมบุตร พบว่ามีความเสี่ยงมะเร็งรังไข่น้อยลง

            5. โรคอ้วน : ผู้หญิงที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ที่ 30 หรือสูงกว่า อาจมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่มากขึ้น 

            6. บางการศึกษามีการเชื่อมโยงระหว่างฮอร์โมนทดแทน (HRT) และมะเร็งรังไข่ ความเสี่ยงนี้ดูเหมือนจะมากสำหรับผู้หญิงที่ใช้เอสโตรเจนเพียงอย่างเดียวนานกว่า 5 ปี แต่ต้องทำการศึกษามากกว่านี้



ระยะของมะเร็งรังไข่

            ระยะ 1  : เซลล์มะเร็งยังอยู่ภายในรังไข่ 1 หรือ 2 ข้าง

            ระยะ 2  : เซลล์มะเร็งกระจายจากรังไข่สู่อวัยวะในช่องเชิงกราน เช่น ท่อนำไข่ หรือมดลูก

            ระยะ 3  : เซลล์มะเร็งกระจายจากรังไข่และช่องเชิงกราน ไปยังช่องท้องหรือต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง

            ระยะ 4  : เซลล์มะเร็งกระจายจากรังไข่ไปยังอวัยวะที่ไกลออกไป เช่น ตับ ปอด

การรักษามะเร็งรังไข่

 การผ่าตัด 

           อาจมีการผ่าตัดตั้งแต่แรกเพื่อดูระยะหรือการลุกลามของมะเร็ง ในกรณีผ่าตัดเพื่อการรักษา แพทย์จะตัดเนื้องอกออกให้มากที่สุดโดยจะพยายามให้เหลือเนื้องอกขนาดไม่เกิน 1 เซนติเมตร ซึ่งการผ่าตัดส่งผลให้ผู้ป่วยไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก และจะเข้าสู่ภาวะหมดประจำเดือน สำหรับกรณีที่ผู้ป่วยยังต้องการมีบุตรอีก แพทย์จะตัดเอาเฉพาะรังไข่และท่อนำไข่ด้านที่เป็นมะเร็งออก การให้เคมีบำบัดและรังสีรักษาจะใช้เมื่อมีการกลับมาเป็นซ้ำหลังจากผ่าตัด 

           หลังจากรักษาต้องนัดตรวจติดตามอย่างน้อยทุก 6 เดือนสำหรับช่วง 5 ปีแรก นอกจากนี้ ถ้าตรวจพบว่ามีการลุกลามของมะเร็งออกนอกรังไข่ตั้งแต่การตรวจพบมะเร็งครั้งแรก แพทย์จะทำการผ่าตัดเอาส่วนที่เป็นมะเร็งออกให้มากที่สุด ถ้ามะเร็งกระจายไปตามผนังช่องท้องหรืออวัยวะอื่นหลังผ่าตัดผู้ป่วยต้องได้รับยาเคมีบำบัด แต่ถ้ายังไม่มีการกระจายไปส่วนดังกล่าว หลังผ่าตัดผู้ป่วยต้องตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด

 รังสีรักษา 

           มีทั้งการฉายรังสีจากภายนอกร่างกายและการฝังแร่ในร่างกาย การพิจารณาวิธีการรักษาขึ้นกับระยะของโรคและชนิดของมะเร็ง 

 ยาเคมีบำบัด 

           สำหรับมะเร็งรังไข่จะให้ยาเคมีทางช่องที่มีอวัยวะภายในช่องท้อง (peritoneal cavity) การพิจารณาวิธีการรักษาขึ้นกับระยะและชนิดของมะเร็ง 



มะเร็งปอด

มะเร็งปอด    


    ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งปอด
                       
              ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดมี 2 ประเภท คือ ปัจจัยภายในที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น กรรมพันธุ์ หรือพันธุกรรม กับปัจจัยภายนอกซึ่งสามารถควบคุมได้ เช่น บุหรี่ สารพิษทางอากาศ เป็นต้น โดยปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปอดได้แก่

              1. บุหรี่ พบว่าประมาณ 85% หรือมากกว่าของผู้ป่วยมะเร็งปอดมีประวัติการสูบบุหรี่ สารในบุหรี่นั้นมีผลกระทบโดยตรงต่อปอด มีประมาณ 60 ชนิดที่เป็นสารพิษและก่อมะเร็ง แม้ว่าหยุดสูบไปแล้วแต่ความเสี่ยงก็ยังคงมีอยู่ พบว่าผู้สูบบุหรี่มีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปอดสูงขึ้น 10 เท่า ยิ่งสูบมาก สูบนาน ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้รวมถึงผู้ได้รับควันบุหรี่ด้วย (ร้อยละ 30 ของผู้ที่ไม่สูบบุหรี่แต่ตายจากมะเร็งปอด จะเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้สูบบุหรี่) 

              2. ซิการ์และไปป์ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดได้เช่นกัน

              3. แอสเบสทอส (Asbestos) หรือแร่ใยหิน ใช้เป็นวัตถุไวไฟ แผ่นกันความร้อนตามอาคาร ฉนวนบางชนิด อุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นต้น การสูดดมแอสเบสทอสเข้าไปจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อปอด 

              4. เรดอน (Radon) เป็นก๊าซไม่มีสี ไม่มีกลิ่น พบได้ทั่วไปตามแหล่งดินในธรรมชาติ หรือบริเวณที่มีแร่ยูเรเนียม โดยเรดอนจะระเหยขึ้นมาจากพื้นดิน ก๊าซนี้จะทำอันตรายต่อปอด 

              5. สารอื่น ๆ เช่น โครเมียม นิกเกิล ฝุ่นจากอุตสาหกรรมหนัก ไอสารระเหยน้ำมัน เขม่าควันต่าง ๆ รวมถึงมลภาวะทางอากาศที่ไม่บริสุทธิ์

              6. โรคเกี่ยวกับปอด ผู้ที่เป็นวัณโรคปอดจะมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งปอดมากขึ้น โดยมะเร็งปอดจะเกิดขึ้นที่ตำแหน่งรอยแผลเป็นจากการเกิดเชื้อวัณโรคปอด


    อาการและอาการแสดง
               
              ผู้ป่วยมะเร็งปอดส่วนใหญ่มักไม่ค่อยแสดงอาการจนกว่าโรคจะลุกลามไปมากแล้ว มีผู้ป่วยประมาณ 10-15% เท่านั้นที่ตรวจพบมะเร็งปอดตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งมีโอกาสที่จะหายขาดสูง อาการและอาการแสดงต่าง ๆ ของมะเร็งปอดมีดังต่อไปนี้คือ 
          ไอเป็นเวลานาน ไม่ทุเลาเหมือนการไอปกติ แต่กลับเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ 

          หายใจเหนื่อยหอบ หายใจสั้น เสียงแหบ

          อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย

          ไอ หรือมีเสมหะ ปนเลือด

          เจ็บหน้าอก  หัวไหล่ หลัง และแขนเป็นประจำ (อาจเป็นเพราะก้อนเนื้อเบียดกดอยู่)

          เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

          มีอาการบวมบริเวณใบหน้า ลำคอ หรือแขน

          โรคปอดบวม หรือหลอดลมอักเสบบ่อย

              อาการดังกล่าวที่ได้กล่าวมาแล้ว มิใช่อาการของมะเร็งปอดระยะแรก เพราะมะเร็งปอดระยะแรกจริง ๆ มักไม่มีอาการ แพทย์จะตรวจพบได้โดยบังเอิญจากการตรวจเอกซเรย์ปอด จากการตรวจร่างกายประจำปี

    การรักษามะเร็งปอด

     1. การผ่าตัด (surgery)
             
              ควรทำเฉพาะในรายที่คาดว่ายังมีหวังตัดมะเร็งออกได้หมด และปอดที่เหลืออยู่ยังเพียงพอสำหรับการหายใจ ขนาดของปอดที่ตัดออกขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของมะเร็ง และสมรรถภาพของปอดที่เหลือไว้ ซึ่งอาจจะเป็นเพียงบางกลีบหรือตัดออกทั้งกลีบ (lobectomy) หรือปอดทั้งข้าง (pneumonectomy) 

              ในบางครั้งต้องตัดส่วนที่มีมะเร็งลุกลามออกไปด้วย ถ้าผ่าตัดเปิดทรวงอกแล้ว พบว่ามีมะเร็งกระจายไปบริเวณเยื่อที่กั้นกลางช่องอก การรักษาขั้นต่อไปยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ วิธีหนึ่งคือปิดทรวงอกโดยไม่ตัดปอดและฉายรังสีหลังผ่าตัด อีกวิธีคือ ตัดปอดหรือกลีบปอดร่วมกับมะเร็งในเยื่อที่กั้นกลางช่องอกให้มากที่สุด และตามด้วยรังสีหลังผ่าตัด

     2. รังสีรักษา หรือการฉายแสง (Radiation therapy)
              
              ใช้ในผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ผ่าตัดไม่ได้ และในรายที่ผ่าตัดแล้วแต่ตัดมะเร็งออกไม่หมดหรือคาดว่ามะเร็งจะงอกขึ้นมาอีก การฉายรังสียังมีประโยชน์สำหรับการบรรเทาอาการ เช่น เมื่อมีการอุดกั้นของหลอดเลือดดำใหญ่ มีอาการปวดกระดูกหรืออาการทางสมอง 

              ปัจจุบันการฉายรังสีร่วมกับเคมีบำบัด เป็นวิธีรักษาหลักสำหรับมะเร็งชนิด oat cell เทคนิคทางรังสีรักษาแบบใหม่ มีหลายวิธี เช่น การฉายรังสีแบบ 3 มิติ, เทคนิคการใช้รังสีรักษาร่วมกับเคมีบำบัด,  Fractionation, Radiation modifiers เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเทคนิคการฉายรังสีแบบใหม่ ที่เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ หรือเพื่อการรักษาแบบประคับประคองผู้ป่วยอีกด้วย

     3. เคมีบำบัด ( Chemotherapy)
               
              มีบทบาทสำคัญในการรักษามะเร็งปอด ในปัจจุบันนิยมใช้ยาหลายตัวสลับกันเป็นระยะ (cyclical treatment) เพราะได้ผลดีกว่าการใช้ยาตัวเดียว ผลการรักษามักจะดีในผู้ป่วยที่สภาพร่างกายสมบูรณ์ และมีมะเร็งในร่างกายน้อย ยาที่ใช้ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง
                    
               ยาในกลุ่มยับยั้งการทำงานของ epidermal growth factor receptor (EGFR inhibitors) ยากลุ่มนี้จะไปยับยั้งการส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของเซลล์ในก้อนมะเร็ง มีความเฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็งมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการแสดงออกของ EGFR สูง เช่น มะเร็งปอด มะเร็งที่ศีรษะและคอ มะเร็งปากมดลูก เป็นต้น ในการศึกษาทางคลินิก พบว่า สามารถทำให้ก้อนมะเร็งหดตัวเล็กลง หรือทำให้โรคไม่ลุกลามต่อไปได้ และมีผู้ป่วยหลายรายได้ประโยชน์จากอาการต่าง ๆ ของโรคลดลงด้วย
                    
               ยาเคมีบำบัดใหม่ ๆ ในขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาทางคลินิกทั้งการใช้เดี่ยว ๆ หรือการใช้ร่วมกันหลาย ๆ ตัว
                    
               ยาในกลุ่มยับยั้งการสร้างหลอดเลือดของก้อนมะเร็ง เพราะเซลล์ในก้อนมะเร็งจะมีชีวิตอยู่ได้ ก็ต้องอาศัยอาหาร และออกซิเจนจากหลอดเลือด โดยก้อนมะเร็งสามารถสร้างหลอดเลือดของตัวเองขึ้นมาแล้วเชื่อมต่อกับหลอดเลือดของร่างกาย ถ้าสามารถทำลายหรือยับยั้งไม่ให้ก้อนมะเร็งสร้างหลอดเลือดเหล่านี้ได้ เซลล์มะเร็งก็จะขาดอาหารและออกซิเจนทำให้เซลล์มะเร็งตายในที่สุด ยาในกลุ่มนี้กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาทางคลินิก

               Gene Therapy เป็นการใช้สารทางกรรมพันธุ์ (Genetic material) ใส่เข้าไปในเซลล์มะเร็ง เพื่อให้เซลล์สามารถควบคุมการทำงานได้เป็นปกติ วิธีการเช่นนี้สามารถนำไปใช้ได้ทั้งการรักษาและป้องกันการเกิดมะเร็งได้

               Monoclonal antibodies เป็นแอนติบอดี้ต่อเซลล์มะเร็งที่สร้างจากห้องปฏิบัติการ เพื่อให้เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็งเท่านั้น

              อย่างไรก็ตาม ไม่มีวิธีการรักษาใดที่รับรองได้ว่าจะได้ผลดีสำหรับผู้ป่วยทุกราย เพราะมะเร็งปอดในผู้ป่วยแต่ละรายจะมีความแตกต่างกัน นอกจากนั้น เซลล์มะเร็งเองก็มีความไวในการตอบสนองต่อการรักษาที่แตกต่างกันด้วย ในปัจจุบันจึงมักใช้หลายวิธีร่วมกันเพื่อให้ครอบคลุมโอกาสที่น่าจะเป็นไปได้ทั้งหมด

      ขอขอบคุณข้อมูลจาก  ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็งแห่งประเทศไทย  
       รับข้อมูลมะเร็งปอดและการดูแลอย่างละเอียด คลิกที่นี่ หรือโทร 02-6640078-9


    สูบบุหรี่แล้วได้อะไร ????  สสส.


มะเร็งตับ Liver cancer

มะเร็งตับ ( Liver cancer )


           โรคมะเร็งตับเป็นโรคที่เกิดจากเซลล์ของตับกลายเป็นมะเร็งมีการแบ่งตัวของเซลล์ และแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญได้แก่ การดื่มสุรา การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ

ตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีน้ำหนักโดยประมาณ 2 %ของน้ำหนักตัว ตับอยู่บริเวณใต้ชายโครงขวา แบ่งออกเป็น 2 กลีบคือกลีบขวา และกลีบซ้าย โดยมีเส้นเลือดมาเลี้ยง 2 เส้นคือ hepati artery และ portal vein ตับมีหน้าที่สะสมอาหาร เช่นน้ำตาล โปรตีน ไขมัน และวิตามินไว้ให้ร่างกายใช้ นอกจากนั้นยังเป็นอวัยวะที่ทำลายของเสีย
ตับยังทำให้หน้าที่สร้างโปรตีนที่เรียกว่า Albumin ซึ่งทำหน้าที่รักษาสมดุลของน้ำในเซลล์และเนื้อเยื่อ และยังนำฮอร์โมนไปยังเนื้อเยื่อ


ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งตับ

  1. ไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี พบว่าหากเป็นเรื้อรังจะพบการเกิดมะเร็งสูง
  2. การได้รับสาร Aflatoxin ซึ่งเป็นสารเคมีที่ผลิตจากเชื้อราที่อยู่ในอาหารพวกถั่ว แป้งสาลี ถั่วเหลือง ข้าวโพด ข้าว
  3. ตับแข็งจากสุรา ตับอักเสบ
  4. การได้รับสาร Vinyl choloride
  5. ยาคุมกำเนิดดังกล่าวข้างต้น
  6. ยาฮอร์โมนเพศชาย ที่ใช้รักษาโรคโลหิตจาง หรือการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ พบว่าเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งตับ
  7. สารหนู หากได้รับติดต่อกันก็เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งตับ
  8. การสูบบุหรี่

อาการของโรคมะเร็งตับ


ผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งตับที่มีอาการมักจะเป็นมะเร็งที่เป็นมาก อาการของโรคตับมักจะมีอาการเหมือนกับมะเร็งระบบอื่นๆ อาการต่างๆที่พบได้คือ
  • น้ำหนักลด
  • เบื่ออาหาร
  • จุกเสียดแน่นท้อง
  • ปวดท้องตลอดเวลา
  • ท้องบวมขึ้น หายใจลำบาก
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • คลำได้ก้อนที่บริเวณตับ
  • อาการผู้ป่วยทรุดลงอย่างรวดเร็ว

การรักษา

การรักษาขึ้นกับชนิดของมะเร็งตับ ขึ้นกับระยะของโรคว่าเป็นมากหรือน้อย โดยทั่วไปการรักษามีดังต่อไปนี้
  • การผ่าตัด จะทำได้ก็ต่อเมื่อมะเร็งอยู่เฉพาะที่ตับ และขนาดไม่ใหญ่มาก ที่สำคัญต้องไม่มีโรคอื่น เช่นตับแข็ง
  • embolizatio คือการฉีดสารบางอย่างให้อุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงมะเร็งตับทำให้มะเร็งขาดเลือด เป็นการรักษาในรายที่ไม่เหมาะต่อการผ่าตัด
  • การให้เคมีบำบัด มักจะไม่ค่อยได้ผล
  • การฉายรังสี มักจะไม่ค่อยได้ผล

มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม


มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่ถือว่าเป็นอันตรายคุกคามต่อชีวิต (life threatening disease) ซึ่งหมายความว่า หากไม่รักษาหรือปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ  มันจะไม่หายไปเอง แต่จะทำให้โรคเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตได้
การผ่าตัดเป็นกระบวนการแรกของการรักษามะเร็งเต้านม ที่ต้องทำตั้งแต่แรกเริ่มให้ดีที่สุด  เหมาะสม กับผู้ป่วยแต่ละราย เพราะมิเช่นนั้นหากโรคกลับเป็นซ้ำขึ้นในภายหลัง จะรักษาต่อได้ยาก ได้ผลไม่ค่อยดีด้วย สุดท้ายโรคจะเป็นมากจนควบคุมไม่ได้
ในการผ่าตัด เรามีหลักการว่า เป็นการผ่าตัดกำจัดก้อนเนื้อมะเร็งและในบางครั้งรวมถึงเนื้อเยื่อที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งให้หมดเกลี้ยงไป ไม่ให้หลงเหลืออยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกลับเป็นซ้ำ ขณะเดียวกันผลการผ่าตัดต้องออกมาดี  แผลไม่น่าเกลียด ส่วนกรณี ผ่าตัดสงวนเต้า เต้านมต้องดู ไม่ขี้เหร่ ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด โดยต้องพิจารณาเลือกวิธีการผ่าตัดให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละรายไป

การวางแผนด้านการผ่าตัด

หลังจากทราบผลการตรวจเนื้อเยื่อ ยืนยันแล้วว่าเป็นโรคมะเร็งเต้านม  ก็จะต้องมีการรักษาตามมา การรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบันนี้ จะตั้งเป้าหมายของการรักษาไว้ที่ หวังผลหายขาด (curative aim) โดยเฉพาะผู้ป่วยในระยะแรกๆ (early breast cancer)  ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่มีการตรวจเช็คมะเร็งเต้านมอยู่เป็นประจำ ทำให้สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น การรักษาจะเริ่มด้วยการผ่าตัดซึ่งถือเป็น ลำดับแรกของกระบวนการรักษาโรคมะเร็งเต้านม
ปัจจุบันการผ่าตัดมีทางเลือกหลายแบบหลายวิธี ที่จำเป็นต้องทราบไว้บ้าง โดยเราจะแยกส่วนของการผ่าตัดเป็นสองส่วน คือเราจะผ่าตัดที่เต้านมด้วยวิธีไหน  และอีกส่วนหนึ่งคือเราจะจัดการผ่าตัดที่ต่อมน้ำเหลืองรักแร้อย่างไร
การผ่าตัดที่เต้านม ก็มีการแยกย่อยไปอีกหลายเทคนิควิธีการ  ดังนั้นเพื่อให้เกิดผลการรักษาดีที่สุด จำเป็นต้องวางแผนการผ่าตัด อย่างดีก่อนเสมอ เพื่อเลือกวิธีผ่าตัดที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน คือแต่ละคนก็เหมาะกับวิธีผ่าตัดไปกันคนละแบบขึ้นกับรายละเอียดต่างๆอีก

ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการผ่าตัด ได้แก่

ปัจจัยตัวมะเร็ง

1. ลักษณะของมะเร็ง  มะเร็งที่มีลักษณะทางชีววิทยา (tumor features) ที่บ่งบอกว่ามีความร้ายแรง มีโอกาสกลับเป็นซ้ำในเต้านมได้สูง ก็ไม่ควรเลือกวิธีผ่าตัดแบบสงวนเต้า
2. ตำแหน่งของก้อนมะเร็ง  เป็นสิ่งที่จะกำหนดตำแหน่งของบาดแผล ลักษณะการจัดวางแนวแผล
3. ขนาดของก้อนมะเร็ง  ก้อนมะเร็งที่มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดเต้านมอาจไม่เหมาะสมที่จะผ่าตัดแบบสงวนเต้า
4. การกระจายตัวของมะเร็ง  มะเร็งที่เกิดขึ้นหลายๆ ตำแหน่ง หรือกระจายตัว หลายๆหย่อม ในเต้านม จะไม่สามารถเลือกวิธีผ่าตัดแบบสงวนเต้าได้

ปัจจัยด้านผู้ป่วย

1. อายุ  ในปัจจุบันผู้ป่วยอายุน้อย  ถือว่าไม่เหมาะที่จะเลือกวิธีผ่าตัดแบบสงวนเต้า
2. กรรมพันธุ์ หรือปัจจัยเสี่ยงอื่น  เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าเนื้อเยื่อเต้านมส่วนอื่นๆ ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งตามมาได้ในอนาคต ดังนั้นการผ่าตัดสงวนเต้าอาจไม่เหมาะในผู้ป่วยกลุ่มนี้ และหากมีการตรวจยืนยันว่าผู้ป่วยมียีนมะเร็งเต้านม (BRCA-1, BRCA-2) ด้วยแล้ว ถือเป็นข้อบ่งชี้สำหรับผู้ป่วยบางคน ในการผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อเต้านมอีกข้างออกด้วย เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดมะเร็งในเต้านมข้างที่ยังปกติอยู่ในอนาคต
3. โรคประจำตัว  ผู้ป่วยที่ไม่สามารถเข้ารับการฉายแสงได้ เนื่องจากมีโรคประจำตัว เช่นโรคผิวหนังบางชนิด หรือป่วยมากจนเดินทางไปฉายแสงไม่ได้   ก็ไม่ควรเลือกวิธีผ่าตัดแบบสงวนเต้าเพราะต้องมีการฉายแสงเป็นภาคบังคับที่ต้องทำควบคู่ไปด้วย
4. ความต้องการ  การผ่าตัดวิธีใดๆ ก็ตาม  ต้องขึ้นกับความต้องการของผู้ป่วยด้วย โดยแพทย์จะพิจารณา ความเป็นไปได้ ว่าสามารถทำได้ หรือไม่ได้

ปัจจัยด้านเต้านม

1. รูปทรงของเต้านม   เช่น ความหย่อนยาน ของเต้านมข้างที่เป็น และข้างตรงกันข้ามก็จะต้องนำมาวางแผนเลือกแนวทางการผ่าตัด โดยเฉพาะการผ่าตัดแบบสงวนเต้า เนื่องจากหลังผ่าแล้ว เต้านมสองข้างควรสมดุลกัน และมีรูปทรงที่ดูดี ไม่บิดเบี้ยว ซึ่งรูปทรงเต้านมที่ดูดี ไม่ขี้แหร่ นั้น ขึ้นกับการวางแผนในการผ่าตัดตั้งแต่แรก
2. ขนาดของเต้านม   เต้านมขนาดเล็กๆ ไม่เหมาะที่จะเลือกผ่าตัดวิธีสงวนเต้า เนื่องจากมีความจำกัดในการเลาะก้อนเนื้อออกให้มีขอบเขตกว้างในระดับที่ต้องการ และยังมีโอกาสเสียรูปทรงหรือบิดเบี้ยว หลังผ่าตัดและหลังฉายแสงได้สูง มันจะเป็นการดีกว่าถ้าเราใช้วิธีตัดเลาะเนื้อเยื่อเต้านมออกให้หมด แล้วเสริมสร้างขึ้นมาใหม่

คราวนี้เรามาดูการผ่าตัดในแต่ละส่วนว่ามี ให้เลือกกี่แบบ และวิธีการเป็นอย่างไรบ้าง

  ส่วนของเต้านม  :  มีทางเลือก 2 แบบ

1. การผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด (total mastectomy) เป็นการตัดเนื้อเยื่อเต้านมร่วมกับ ผิวหนังที่ปกคลุมอยู่  และหากตรวจต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้แล้วพบว่ามีเซลล์มะเร็งแพร่กระจายเข้าไป ก็จะผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ออกไปด้วยในคราวเดียวกัน หากไม่มีการแพร่กระจายก็จะตัดเฉพาะเนื้อเยื่อเต้านมออกเพียงอย่างเดียว

การผ่าตัดวิธีนี้เหมาะกับ

1. ผู้ป่วยที่ไม่ประสงค์จะผ่าตัดแบบสงวนเต้า
2. ผู้ที่มีโอกาสการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งในเต้านมข้างนั้นสูง เช่น  อายุน้อย มีกรรมพันธุ์ หรือปัจจัยเสี่ยง
3. ผู้ที่ไม่สามารถรับการฉายแสงหลังผ่าตัด เช่น มีข้อห้ามหรือ โรคประจำตัวบางอย่าง
4. ผู้ที่ไม่สามารถทำผ่าตัดแบบสงวนเต้าได้ เนื่องจากมีข้อห้าม เช่น มีมะเร็งอยู่หลายตำแหน่งในเต้า  นม   มะเร็งขนาดใหญ่เกินกว่าจะสงวนเต้าได้ เป็นต้น

คำแนะนำสำหรับเรื่องอาหารการกิน ระหว่าง การรักษาโรคมะเร็ง

คำแนะนำสำหรับเรื่องอาหารการกิน ระหว่าง การรักษาโรคมะเร็ง


คำแนะนำทางโภชนาการระหว่างการรักษามะเร็ง

คำแนะนำทั่วไป (หากขี้เกียจอ่านยาวๆ อย่างน้อยควรอ่านส่วนนี้)
1 ควรรักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม ในผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่มักหมายถึงกินให้ได้พลังงานมากพอที่จะรักษาน้ำหนักไม่ให้ลดลงไปกว่านี้ ในขณะที่ผู้ป่วยบางคนอาจหมายถึงการควบคุมน้ำหนักให้ลดลงอย่างช้าๆ (ราวๆ 1-2 กิโลกรัมต่อเดือน จนได้น้ำหนักที่เหมาะสม)

2 กินสารอาหารต่างๆให้ครบถ้วน และ พอเพียง เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ และ น้ำ

3 พยายามทำตัวให้กระฉับกระเฉงอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น ควรพยายามเดินออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน ถ้าผู้ป่วย(ซึ่งยังพอมีเรี่ยวแรงทำไหว)ใช้เวลากับการนอนหรือนั่งเฉยๆมากเกินไปผู้ป่วยก็จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ สูญเสียกล้ามเนื้อและอาจถูกแทนที่ด้วยไขมัน (ซึ่งไม่ดีต่อผู้ป่วยโรคมะเร็ง)


ปัญหาของผู้ป่วยซึ่งมีผลข้างเคียงของการรักษาต่อภาวะโภชนาการ
ผลข้างเคียงของการรักษาเช่นคลื่นไส้ เจ็บปาก รสเปลี่ยน อาจส่งผลให้ความสามารถในการกินลดลงได้ คำแนะนำต่อไปนี้อาจช่วยคุณได้
1 การดื่มน้ำให้พอเพียงเป็นสิ่งที่สำคัญมากบางครั้งอาจรับรสน้ำเปล่าผิดเพี้ยนไปมากได้จึงทำให้ดื่มน้ำได้น้อย การกินน้ำจากแหล่งอื่นอาจช่วยคุณได้เช่น น้ำซุป หรือใส่รสชาติให้น้ำด้วยการใส่ผลไม้สดๆลงไป(อย่าลืมความสะอาดนะ)

2 ถ้าอาหารต่างๆมันจืดชืดไร้รสชาติ(เพราะผลข้างเคียงนะไม่ใช่อาหารไม่อร่อย) การเติมเครื่องเทศบางอย่างอาจช่วยคุณได้ สำหรับเมืองไทยเรา รสเผ็ดจัดควรระวังเพราะส่วนมากจะทนรสเผ็ดได้น้อยลง

3 การพยายามกินมื้อใหญ่ๆอาจเป็นปัญหาได้เพราะมันอาจทำให้รู้สึกคลื่นไส้ แน่น อึดอัด ทางที่ดีควรค่อยๆทานครั้งละน้อยๆ แต่ทานไปเรื่อยตลอดวัน

4 ถ้าคุณมีความเชื่อที่ทำให้ไม่อยากทานเนื้อสัตว์ใหญ่ เนื้อแดงอีกต่อไป (ซึ่งหมอไม่เคยห้าม) อาจจะหาโปรตีนทดแทนได้จาก ปลา ไข่ขาว ชีส ถั่ว อย่างไรก็ตามปริมาณของอาหารเหล่านี้ที่จะให้โปรตีนพอเพียงอาจทำให้คุณเบื่อได้

5 ถ้ามีรสชาติฝาดขมของโลหะในปาก (ซึ่งมักนำไปสู่อาการคลื่นไส้หรือเบื่ออาหาร) การเคี้ยวมินต์ หมากฝรั่ง หรือกินผลไม้รสเปรี้ยวอาจช่วยลดความรู้สึกเหล่านั้นได้

6 ถ้ามีแผลในปากหรือเหงือก การบดปั่นอาหาร โดยเฉพาะผักและเนื้อสัตว์อาจช่วยให้ กินได้ง่ายขึ้น การปรุงให้เละหรือชุ่มน้ำกว่าปกติอาจช่วยได้

7 ถ้ารู้สึกได้ถึงรสฝาดขมจากโลหะในอาหารการใช้ภาชนะพลาสติก รวมไปถึงปรุงอาหารบนภาชนะแก้วอาจแก้ปัญหานี้ได้


นอกจากนี้บางผลข้างเคียงอาจมียาที่ช่วยบรรเทาอาการ รักษา หรือ อาจสมควรปรับเปลี่ยนการรักษาจึงควรพูดคุยสื่อสารกับแพทย์ผู้รักษาถึงปัญหาเหล่านี้อยู่เสมอ


เรื่องอาหารเสริมขอติดไว้ก่อนครับ


ความปลอดภัยของอาหาร
อาหารของผู้ป่วยโดยเฉพาะช่วงที่รับการรักษาควรจะสะอาดปลอดภัยเป็นอย่างยิ่งเพราะมีโอกาสที่ร่างกายจะมีช่วงที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงได้ คำแนะนำพื้นฐานต่อไปนี้จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อจากอาหารลงได้
1 ล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนและระหว่างการเตรียมอาหารและประกอบอาหาร

2 ล้างผักและผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทานเสมอ ในบางกรณีแพทย์อาจแนะนำให้งดการกินผักสดผลไม้สด

3 เก็บอาหารอย่างเหมาะสม และ ถูกวิธี เช่น แยกเนื้อดิบกับอาหารอื่นๆ หากใช้เขียงอาหารก่อนปรุงและหลังปรุงควรเป็นคนละอันหรือ ล้างให้สะอาดก่อนใช้

4 ควรเลี่ยงอาหารปรุงสุกๆดิบๆ อาหารดิบๆเช่นปลาดิบ ไข่ลวก

5 ควรเลี่ยงเครื่องดื่มที่ไม่สะอาดพอเช่น น้ำนมดิบ น้ำผลไม้ที่คั้นกรองทั้งเปลือก

6 ตรวจดูให้แน่ใจว่าอาหารนั้นยังไม่หมดอายุ 

7 (อันนี้เพิ่มเอง) ควรเลี่ยงอาหารอุ่นร้อนด้วยไมโครเวฟนะครับ
*** ขยายความเพิ่มเติม สาเหตุที่ควรเลี่ยงเพราะมันมักไม่สะอาดพอครับ การอุ่นร้อนเพื่อฆ่าเชื้อโรคให้หมดนั้นทำได้ยากในทางปฏิบัติครับ


เรื่องง่ายๆเหล่านี้บางครั้งหมอก็ไม่มีเวลาจะบอกผู้ป่วยและญาติ บางครั้งผู้ป่วยและญาติก็อาจลืมหรือไม่ใส่ใจ จึงขอเอามาบอกต่อเอาไว้นะตรงนี้ครับ

เรื่องอาหารที่อาจช่วยเสริมประโยชน์ ซึ่งมักจะถูกอ้างหรือเชื่อกันนั้นปัจจุบันยังไม่มีอะไรที่มีข้อมูลที่ดีพอจะมาแนะนำ แต่ เรา(แพทย์โรคมะเร็งและนักวิจัยที่เชื่อถือได้)กำลังหาคำตอบนี้อยู่ครับ

Credit K.oncodog

ทำอย่างไรดีเมื่อทราบว่าเป็นมะเร็ง - สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับต้นๆ

ทำอย่างไรดีเมื่อทราบว่าเป็นมะเร็ง - สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับต้นๆ


บทความต่อไปนี้แปลและดัดแปลงจากคำแนะนำ ในเรื่อง ข้อมูลและคำแนะนำที่หมอโรคมะเร็งรับรองว่าถูกต้องและเหมาะสมโดยสมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา
*สาหตุที่ต้องมีการดัดแปลงบ้างนั้นเนื่องจากคำแนะนำนั้นวางอยู่บนพื้นฐานของอเมริกาทำให้หลายคำแนะนำไม่สามารถปรับใช้อย่างเหมาะสมกับบ้านเราได้ครับ


เป็นธรรมดาที่ผู้ป่วยหรือญาติจะรู้สึกช็อคกับครั้งแรกที่หมอบอกคุณว่าเป็นมะเร็ง หลายคนทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่พลาดโอกาสที่ดีที่สุดของเขาไปเพราะไม่รู้จะเริ่มอย่างไร จนบางครั้งก็หลงทางไปเสียจนไม่สามารถย้อนกลับมาได้ คำแนะนำสั้นๆต่อไปนี้คือสิ่งแรกๆที่ควรพิจารณาทำ

ซึ่งจะมีรายละเอียดตามมาในบทความต่อๆไปครับ


1 เรียนรู้เกี่ยวกับมะเร็งของคุณ
สิ่งที่พบประจำในการตรวจรักษาผู้ป่วยคือเมื่อได้รับทราบว่าเป็นมะเร็งก็จะไม่รู้จะถามหมอต่อไปอย่างไร หลายคนแม้จะมาเจอกันเป็นครั้งที่สองหรือเป็นหมอคนที่สองก็ยังไม่รู้จักเกี่ยวกับมะเร็งของตนเอง ดังนั้น เมื่อพยายามไปหาข้อมูลเพิ่มเองก็จะสับสน ไม่แม่นยำ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่อย่างน้อยจะต้องมีหนึ่งคนที่รู้ข้อมูลเหล่านี้โดยละเอียด อาจจะไม่ใช่ผู้ป่วยก็ได้ อย่างไรก็ดีผู้ป่วยควรจะได้ทราบการวินิจฉัยในระดับที่ผู้ป่วยอยากทราบ


เตรียมพร้อมที่จะถาม
- เป็นธรรมดาเช่นกันที่คำถามมากมายนอกห้องตรวจจะถูกลืมหมดสิ้นเมื่อนั่งอยู่ตรงหน้าหมอในห้องตรวจ การจดเตรียมคำถามไว้จะช่วยคุณได้เป็นอย่างดี
- ด้วยข้อจำกัดของเวลาโดยเฉพาะในรพ.ของรัฐ คุณอาจไม่มีเวลามากนักที่จะถามข้อมูลจากหมอ อาจร้องขอนัดหมายเวลาที่เหมาะสมกับหมอของท่านเพื่อการสอบถามทีละเอียดและไม่เร่งรีบจนเกินไป เช่น หลังตรวจผู้ป่วยทั้งหมดหมดแล้ว หรือนอกเวลาตรวจ การถามในช่วงเวลาจำกัดยังอาจเป็นการรบกวนเวลาของผู้ป่วยท่านอื่นๆด้วย
- เตรียมกระดาษปากกาให้พร้อมที่จะจดบันทึกข้อมูล หากต้องการบันทึกเสียงหรือภาพ ***ต้องขออนุญาตจากุณหมอของคุณเสียก่อน***
- บางคำถามอาจจะมีเอกสาร แผ่นพับ เตรียมไว้ให้ในระดับหนึ่งแล้วระหว่างรอตรวจอาจจะลองถามจากคุณพยาบาลเพื่อช่วยให้คำถามที่สำคัญและยังไม่มีคำตอบได้มีเวลาอธิบายครับ
- บางคำถาม พยาบาลหน่วยโรคมะเร็งอาจเป็นผู้ที่ให้คำตอบได้ดีเช่น การดูแล การปฏิบัติตัว การวางแผนที่จะถามทั้งจากสองที่นั้นอาจให้ข้อมูลที่ใช้งานได้จริงกว่าถามจากคุณหมอของคุณเพียงคนเดียว

ตัวอย่างคำถามที่น่าจะถาม (สำหรับครั้งแรกๆ)
- มะเร็งที่เป็นนั้นเป็นชนิดไหน (อาจขอให้คุณหมอจดศัพท์ทางการแพทย์ให้ด้วย) เกิดขึ้นที่ตรงไหน มีการลุกลามหรือแพร่กระจายไปที่ใดบ้าง
- มีการตรวจใดที่จำเป็นต้องทำอีกบ้าง เพื่ออะไร และต้องรีบทำแค่ไหน
- หากตรวจชิ้นเนื้อมาแล้ว ขอให้คุณหมออธิบายผลการตรวจชิ้นเนื้อให้ฟังว่าตรวจพบอะไรและมีผลอย่างไรต่อตัวโรค หรือ การรักษา
- (ถ้าข้อมูลพอเพียงแล้ว) คุณหมอแนะนำการรักษาอย่างไร เป้าหมายของการรักษาคืออะไร มีทางเลือกอื่นด้วยหรือไม่
- ผลข้างเคียงของการรักษาน้ันๆเป็นอย่างไร  และ ถ้าไม่รับการรักษาจะมีผลเช่นไร
- ค่าใช้จ่ายครอบคลุมตามสิทธิ์หรือไม่ ถ้ามีการรักษาที่เกินกว่าสิทธิ์จะมีค่าใช้จ่ายประมาณเท่าใด
- ควรปฏิบัติตัวอย่างไรเกี่ยวกับโรคมะเร็งที่เป็น เกี่ยวกับอาการที่เป็น
- ถ้ามีปัญหา หรือ คำถามจะสามารถสอบถามได้จากใคร อย่างไร (เช่นจะติดต่อทีมที่ดูแลได้อย่างไร)
- ถ้าต้องการของความเห็นจากแพทย์ท่านอื่น คุณหมอแนะนำใครให้ได้หรือไม่

ขยายความเสียหน่อยกับคำถามเหล่านี้ครับ 3 คำถามแรกจำเป็นอย่างมากในการที่คุณจะต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมในการดูแลและรักษาเพื่อช่วยให้คุณหาข้อมูลที่เหมาะกับผู้ป่วยได้มากที่สุด คำถามที่ 4 - 6 นั้นจำเป็นสำหรับการตัดสินใจการรักษาและวางแผนการรักษา บ่อยครั้งที่เรามีการรักษาหลายอย่างที่ได้ผลกัน ดังนั้นการถามถึงทางเลือกอาจช่วยให้คุณเข้าถึงการรักษาที่เหมาะกับคุณมากที่สุด คำถามที่ 7 สำคัญมากเพราะเมื่อเกิดปัญหานอกโรงพยาบาลอาจช่วยลดความกังวลหรือลดความจำเป็นที่ต้องมาโรงพยาบาลได้

ส่วนคำถามสุดท้ายแม้จะดูไม่เหมาะสมในสังคมไทยแต่เป็นเรื่องปกติของต่างประเทศที่ผู้ป่วยสามารถขอความเห็นจากแพทย์ท่านอื่นได้ซึ่งเรียกว่า Second Opinion เพราะแพทย์แต่ละคนก็ไม่ได้มีความชำนาญหรือประสบการณ์ที่เท่ากัน โดยมากแพทย์สาขาอายุรกรรมโรคมะเร็งจะยินดีแนะนำแพทย์ที่เขาคิดว่าเหมาะสมที่สุดกับโรคของคุณในการหาความเห็นที่สอง บางครั้งแพทย์ท่านนั้นอาจเป็นธุระถามให้แทนก็ได้ครับ


2 หาสถานที่สำหรับการรักษา
คำถามที่เจอบ่อยมากคำถามหนึ่งคือ รักษาที่ไหนดี มาดูกันว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ควรพิจารณาครับในการเลือกสถานที่รักษา

- โรงพยาบาลนั้นควรมีที่พักอยู่ใกล้ๆโรงพยาบาล
    บ่อยครั้งที่การรักษานั้นจะไม่จบด้วยแค่การผ่าตัดเพียงอย่างเดียว ผู้ป่วยอาจจะต้องไปโรงพยาบาลเดือนละหลายครั้ง(โดยไม่ได้นอนค้างโรงพยาบาล) ไปจนถึงต้องมาโรงพยาบาลทุกวันราชการในกรณีฉายรังสี ดังนั้นระยะทางมีผลอย่างมากต่อการรักษา คิดดูง่ายๆว่าผู้ป่วยซึ่งมักจะแข็งแรงน้อยกว่าปกติ ต้องเดินทางแต่เช้ามืด นั่งรถนานๆ รอการตรวจและรักษาอีกหลายชั่วโมง จนกลับบ้าน ผู้ป่วยจะเพลียจากการเดินทางมากกว่าการรักษาเสียอีกครับ บางครั้งการรักษาต้องนอนโรงพยาบาลญาติอาจจะไม่สะดวกที่จะมาเยี่ยมบ่อยๆผู้ป่วยก็เฉาหรือเหงาได้ไม่น้อยครับ

- สิทธิ์การรักษา
    การรักษาโรคมะเร็งอาจมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักล้าน หากคิดจะไม่ใช้สิทธิ์ควรคิดให้ดีๆ เพราะอีกทางเลือกที่ดีกว่าคือใช้สิทธิ์เท่าที่มีและจ่ายเงินเพื่อการรักษาที่เกินกว่าสิทธิ์ครับ เว้นเสียแต่ว่าคุณมีเงินมากมายเหลือเฟือ การใช้สิทธิ์แม้แต่สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า(สามสิบบาท หรือ บัตรทอง) ประกันสังคม ก็ครอบคลุมในการรักษาส่วนใหญ่แล้ว

- คุณควรรู้จักโรงพยาบาลแห่งนั้นดีพอควร
    ในกรณีที่เลือกได้ โรงพยาบาลที่คุณรู้จักดีจะช่วยให้คุณสะดวกในการรักษาภายในโรงพยาบาล แม้ว่าคุณจะสามารถเรียนรู้กับโรงพยาบาลใหม่ทั้งหมดได้ก็ตามที เนื่องจากการักษาโรคมะเร็งมักต้องยุ่งเกี่ยวกับแผนกต่างๆของโรงพยาบาลมากมาย อาจต้องมีการติดต่อหลายที่ในวันเดียวกัน นอกจากนี้หากคุณคุ้นเคยกับโรงพยาบาลใดอยู่แล้วก็จะเข้าใจปัญหาหรือข้อจำกัดของโรงพยาบาลนั้นๆได้และสามารถเตรียมพร้อมแก้ปัญหานั้นๆได้ดีครับ

- โรงพยาบาลนั้นควรจะสามารถให้บริการฉุกเฉินได้ตลอด 24 ชั่วโมง
    ปัญหาระหว่างการรักษาทั้งจากตัวโรคเอง จากการรักษา ย่อมสามารถเกิดขึ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมงหากโรงพยาบาลสามารให้การดูแลรักษาที่พร้อม 24 ชั่วโมงจะช่วยให้คุณอุ่นใจได้มาก อย่างไรก็ดีหากโรงพยาบาลที่คุณมีสิทธิ์อยู่อาจไม่พร้อมด้วยปัจจัยนี้ทางแก้ที่ดีคือ ถามจากโรงพยาบาลของท่านว่าหากเกิดเหตุฉุกเฉินควรไปโรงพยาบาลใด และ ขอข้อมูลสรุปของผู้ป่วยติดตัวไว้กรณีที่จำเป็น

- ชื่อเสียงของโรงพยาบาลและแพทย์ที่รักษา
    ปัจจัยข้อนี้คือปัจจัยที่สำคัญน้อยที่สุดครับเพราะชื่อเสียงของโรงพยาบาลไม่ได้รับประกันว่าคุณจะได้พบสิ่งที่ดีที่สุด ในขณะเดียวกันคุณจะต้องเผชิญกับปัญหาผู้ป่วยล้นมือ (ก็เพราะชื่อเสียงมันดี) ทำให้มีเวลาในการดูแลต่อตัวคนไข้ลดลงอย่างมาก มีโอกาสผิดพลาดมากขึ้น รอนานมากขึ้น เดินทางลำบากขึ้น โปรดอย่ากังวลหากโรคของคุณเกินความสามารถ หมอจะแนะนำให้ท่านไปโรงพยาบาลเหล่านั้นเองครับ
(ประสบการณ์ส่วนตัว ที่โรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งตรวจ 30คนต่อ 4 ชั่วโมง อีก โรงพยาบาลรัฐตรวจ 10คนต่อ 3 ชั่วโมง)

3 เตรียมพร้อมผู้ป่วยและญาติสำหรับการรักษา
ผู้ป่วยและญาติจะต้องเผชิญปัญหารอด้านเมื่อได้ทราบว่าเป็นมะเร็ง ไม่ว่าจะเรื่องจิตใจ เรื่องความเจ็บป่วยทางกาย เรื่องเงิน เรื่องเวลา(ของผู้ป่วยและญาติที่ต้องมาโรงพยาบาล) คำแนะนำกว้างๆเหล่านี้อาจช่วยคุณได้

- รู้เท่าทันและจัดการกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น
    ความรู้สึกเช่น โกรธ ผิดหวัง รู้สึกผิด เศร้าเสียใจ เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเป็นปรกติเมื่อคนเราได้รับทราบข่าวร้าย บ่อยครั้งเราจะไม่รู้ตัวว่าเรากำลังรู้สึกเช่นนั้น สิ่งที่แสดงออกมาให้เห็นอาจจะเป็นคำถามเหล่านี้ก็ได้เช่น ทำไมเราต้องเป็นมะเร็ง นี่ถ้าเราดูแลรักษาตัวเองดีกว่านี้ก็คงไม่เป็นมะเร็ง เพราะ......เราถึงเป็นมะเร็งใช่มั้ย คำถามเหล่านี้เป็นการสะท้อนอารมณ์ที่รู้สึกขึ้นมาหากเรารู้เท่าทันมันก็จะช่วยให้ผ่านพ้นไปได้ การพูดคุยและระบายออกมาเป็นยาที่ดีอย่างหนึ่ง บ่อยครั้งที่คนในครอบครัวมักจะไม่กล้าพูดคุยในประเด็นเกี่ยวกับโรคมะเร็ง อาจกลัวทำให้เสียใจ อาจกลัวทำให้กังวล แต่ในความเป็นจริงมันยิ่งสร้างบรรกาศที่แย่ลงไปในครอบครัว อย่างไรก็ดีการพูดคุยนั้นเราอาจเลี่ยงคำบางคำที่ผู้ป่วยไม่ต้องการก็ได้ ในหลายครอบครัวจะใช้คำว่า "มะ" "เนื้องอก" "ก้อน" แทนคำว่ามะเร็งโดยตรง
    การพูดระบายออกมากับแพทย์ที่ดูแลหรือทีมที่ดูแลก็อาจเป็นอีกทางที่ดีในกรณีที่ในครอบครัวยังไม่พร้อม หากความรู้สึกนั้นมันรบกวนจิตใจมากเกินไป แพทย์อาจช่วยเหลือด้วยยาหรือทีมงานที่ได้รับการอบรมในการจัดการปัญหาเหล่านี้ครับ จะมีบทความเพิ่มเติมในประเด็นเหล่านี้ในอนาคตแน่นอนครับ

- วางแผนเรื่องการเงิน
    ค่าใช้จ่ายในการรักษาไม่ได้มีเพียงการรักษาตัวโรคมะเร็ง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นยังอาจรวมไปถึง ค่าเดินทาง ค่าอาหารเสริม ค่ารักษาที่เกินกว่าสิทธิ์ และ ค่าเสียโอกาส เช่น การที่ต้องลางานเพื่อมาดูแลรักษา จึงจำเป็นไม่น้อยที่ควรจะคิดวางแผนเรื่องการเงิน ค่ารักษาพยาบาลอาจถามจากแพทย์ที่รักษาได้ว่าประมาณเท่าไร ในช่วงระยะเวลา เท่าไร คำนวนการเดินทางที่สะดวกและประหยัด จัดการเรื่องงาน ในบางที่อาจปรึกษานายจ้างว่าสามารถช่วยเหลืออย่างไรได้บ้างเช่น ขอหยุดในวันที่ตรวจ(ซึ่งมักเป็นวันธรรมดา) แล้วทำงานชดเชยในวันหยุด บางที่อาจอนุญาตให้หยุดได้ แต่ระวังบางที่อาจไม่ชอบใจนัก
             หากคุณมีประกันต่างๆควรรีบปรึกษาว่าเข้าหลักเกณฑ์ที่จะคุ้มครองหรือไม่ และหากเป็นไปได้ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนจะเกิดค่าใช้จ่ายจริง บางครั้งจะเห็นปัญหาว่าไปใช้สิทธิที่โรงพยาบาลเอกชนแต่ประกันไม่ครอบคลุมภายหลังทำให้มีหนี้สินปริมาณมากได้
    นอกจากนี้หากผู้ป่วยมีภาระงานหรือการเงินที่ต้องดูแลควรรีบจัดหาผู้ดูแลแทนชั่วคราวหรือตลอดไป เพื่อจะได้ไม่ต้องกังวลปัญหาเหล่านี้ระหว่างการรักษา

- มีส่วนร่วมในการติดตามการรักษา
      สิ่งหนึ่งที่ยังไม่นิยมทำในบ้านเราคือการมีส่วนร่วมในการติดตามการรักษา เริ่มแรกที่ควรทำคือ การมีข้อมูลของผู้ป่วยเป็นของตนเอง มาดูกันว่าทำไมเราจึงควรมีข้อมูลของผู้ป่วยติดตัวไว้
1 หมอแต่ละแผนกมีการแยกข้อมูลที่เกี่ยวข้องของตนเอง การรวบรวมไว้ด้วยกันจะสะดวกต่อการดูย้อนหลัง หรือ ช่วยให้หมอต่างแผนกดูและเข้าใจง่ายขึ้น
2 บางครั้งเวชระเบียนอาจหาไม่เจอ หรือ สูญหายได้ การมีข้อมูลประจำตัวไว้จะช่วยคุณได้เป็นอย่างดี
3 หากจำเป็นต้องไปพบหมอคนใหม่จะช่วยให้หมอคนใหม่เข้าใจคุณและนำไปสู่การตัดสินใจแนะนำและรักษาที่แม่นยำที่สุด
4 ญาติที่ดูแลอาจจะมีการเปลี่ยนตัวในบางขณะ หรือในกรณีผู้ป่วยเด็กอาจจดจำรายละเอียดไม่ได้เมื่อโตขึ้น ข้อมูลตรงนี้อาจมีประโยชน์อย่างมาก
5 ในบางคนอาจเป็นมะเร็งมากกว่าหนึ่งครั้ง ข้อมูลของการรักษาในอดีตซึ่งอาจยาวนานจนเวชระเบียนถูกทำลายไปแล้ว อาจมีผลอย่างยิ่งต่อการรักษาในครั้งต่อมาครับ

อะไรที่ควรจะมีในแฟ้มประวัติส่วนตัว
1 รายละเอียดการวินิจฉัย (ตามคำถาม 1-3 ข้างต้น)
2 วันที่ของการวินิจฉัยและการรักษาต่างๆ
3 สำเนาของผลการตรวจต่างๆเช่นผล เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ผลชิ้นเนื้อ
4 ข้อมูลการรักษาโดยละเอียดรวมไปถึง ชื่อยา ขนาดยา วิธีให้ยาเคมีบำบัด ขนาดของรังสี และตำแหน่งที่ฉาย
5 ผลการรักษาและผลข้างเคียง

ในบ้านเราอาจจะไม่สะดวกที่ทำเช่นนี้ ดังนั้นอาจขอให้แพทย์ของท่านสรุปให้เป็นระยะๆเมื่อสิ้นสุดการรักษาหนึ่งๆ ยกเว้นผลสำเนาที่ควรขออนุญาตทำสำเนาไว้ครับ


นี่คือรายละเอียดต่างๆที่จำเป็นสำหรับการเริ่มต้นเผชิญหน้าคำว่ามะเร็งครับ มีรายละเอียดอีกมากซึ่งคงจะได้นำมาบอกเล่ากันต่อไปในโอกาสหน้าครับ

Credit K.oncodog